ประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทย “พิธีลงนาม MOU สนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา)” ที่ภาคเอกชนร่วมลงทุนภาครัฐผลักดันโครงการเมกะโปรเจ็กต์ระดับนานาชาติ

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นสักขีพยานในพิธีลงนามในสัญญาและบันทึกความร่วมมือ (MOU) เพื่อสนับสนุนโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง – สุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา) ระยะทาง 220 กม. เงินลงทุน 224,544 ล้านบาท ระยะเวลา 50 ปี ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล

โดยมีนายวรวุฒิ มาลา รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.), นายคณิศ แสงสุพรรณ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) และนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และตัวแทนบริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด ร่วมลงนาม

 

นายศุภชัย เจียรวนนท์ กล่าวว่า  กลุ่มซี.พี.ใช้เวลาเตรียมความพร้อมก่อนเข้าประมูลโครงการนี้ไม่ต่ำกว่า 2 ปี และเมื่อได้รับการคัดเลือกแล้วก็ต้องใช้เวลาเจรจาต่อรองกับรัฐอีก 11 เดือน ทุกๆ อย่างและรายละเอียดต่างๆ ถือว่าเราร่วมกันทำงานอย่างเต็มที่ สำหรับการเริ่มงานแอร์พอร์ตลิ้งก์จะเป็นช่วงที่เริ่มได้เร็วที่สุด  ส่วนที่ยากที่สุดคือช่วงบางซื่อ – ดอนเมือง – พญาไท และส่วนที่ยาวที่สุด คือช่วงสุวรรณภูมิ – อู่ตะเภา ต้องอาศัยความร่วมมือจาก ร.ฟ.ท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างให้ได้ภายใน 1 ปี ใช้เวลาก่อสร้าง 5 ปีให้แล้วเสร็จ

 

“สิ่งที่ภาคเอกชนกลัวที่สุด คือความเสี่ยงร่วมลงทุนใช้เงินกว่าแสนล้าน ถ้าทำแล้วขาดทุนจะไม่ใช่แค่แสนล้าน ทุกปีที่ขาดทุนต้องระดมทุนเข้าไป เรื่องนี้เราศึกษาอย่างละเอียดก็เชื่อมั่นว่าจะทำให้สำเร็จได้ โครงการนี้เป็น PPP โครงการแรกที่เป็นการลงทุนขนาดใหญ่และจากความยืดหยุ่นต่างๆ จะเป็นโครงการนำร่องไปยังโครงการอื่นๆ” 

ทั้งนี้จัดตั้ง “บริษัท รถไฟความเร็วสูงสายตะวันออกเชื่อมสามสนามบิน จำกัด” หรือ “Eastern High-Speed Rail Linking Three Airports Co.,Ltd.” เป็นตัวแทนลงนามในสัญญาร่วมลงทุน Public – Private – Partnership หรือ PPP ในครั้งนี้ โดยร่วมกับพันธมิตรที่เป็นกิจการร่วมค้า ได้แก่ China Railway Construction Corporation Limited จากสาธารณรัฐประชาชนจีน บมจ.ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ บมจ.อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ บมจ.ช.การช่าง

 

“นับเป็นประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของประเทศไทยที่ภาคเอกชนได้ร่วมลงนามในสัญญาร่วมลงทุน PPP กับภาครัฐผลักดันให้เกิดโครงการก่อสร้างเมกะโปรเจ็กต์ระดับนานาชาตินี้ขึ้นมาได้สำเร็จ“ นายศุภชัยกล่าว

นายศุภชัยกล่าวว่าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน คาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2566 ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จจะทำให้เกิดการพัฒนาเมืองโดยรอบสถานี นำความเจริญสู่ชุมชน เกิดการกระจายรายได้ให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีที่ค้าขาย มีผลตอบแทนทางเศรษฐกิจประมาณ 650,000 ล้านบาท ถือเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยตามนโยบาย Thailand 4.0

นายคณิศ กล่าวว่า หลังจากทำงานในโครงการนี้มา 22 เดือน ต่อจากนี้ความสัมพันธ์ของรัฐและเอกชนจะเป็นไปในทางพาร์ทเนอร์ร่วมกัน ส่วนการเปิดเผยร่างสัญญาต้องรอฝ่ายกฎหมายของอีอีซีเป็นผู้เปิดเผย ในขณะที่การจ่ายเงินอุดหนุนโครงการ 117,227 ล้านบาท กระบวนการเดิมคือต้องสร้างเสร็จก่อน แล้วรัฐตรวจสอบจึงจะเริ่มจ่ายเงินส่วนนี้เมื่อเปิดเดินรถ แต่โครงการแบ่งเป็นท่อนๆ ใน RFP ไม่ได้ยึดติดว่าต้องทำเสร็จทั้งช่วง จึงจะจ่ายเงิน แต่ถ้าช่วงใดที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และสามารถเปิดเดินรถได้ก่อนก็จะทยอยจ่ายอุดหนุนเฉพาะส่วนนั้นๆ ไปก่อน

 

ด้านนายวรวุฒิกล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกของการเริ่มต้นของการทำงานตามสัญญา 50 ปีของโครงการนี้ ยอมรับว่าหายเหนื่อย แต่ก็แค่พักเดียว เพราะหลังจากนี้มีอะไรต้องทำร่วมกันอีกมาก ต้องเหนื่อยกันอีก เพราะต้องลงรายละเอียดในเนื้องานของโครงการจริงๆ แล้ว ส่วนการส่งมอบพื้นที่ของโครงการ ในส่วนของการพัฒนา TOD มักกะสัน และศรีราชา จะส่งหนังสือเริ่มดำเนินการ (NTP : Notice to Proceed) ได้ ก็เมื่อมีการส่งมอบหนังสือ NTP ให้เริ่มการก่อสร้าง เมื่อส่งมอบ NTP ก่อสร้างจึงจะออก NTP พัฒนา TOD

ทั้งนี้ การส่งมอบพื้นที่ก่อสร้าง สาระสำคัญมี 2 เรื่อง คือ 1.การเคลียร์ผู้บุกรุก ซึ่ง ร.ฟ.ท.จะเป็นผู้จัดการ ส่วนเอกชนจะต้องเคลียร์ซากปรักหักพังต่างๆ และ 2.การเคลียร์พื้นที่ใต้ดินหรือระบบสาธารณูปโภค เอกชนต้องออกแบบให้เห็นแนวเส้นทางก่อน จากนั้นจึงจะเชิญหน่วยงานเจ้าของระบบสาธารณูปโภคทั้ง 8 หน่วยมาคุยกันว่าจะออกแบบอย่างไร ต้องหลบไหมหรือขยับอะไร ซึ่งหน้าที่การรื้อย้ายต่างๆ เป็นหน้าที่ของหน่วยงานเจ้าของระบบนั้นๆ เป็นผู้ดำเนินการ

 

 

 

วันที่ 24 ตุลาคม 2562

ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ



 

ความคิดเห็น