ทายาท ปาร์คนายเลิศ ปรับพื้นที่ดินโรงแรมที่เหลือเตรียมขึ้นคอนโดหรู

ทุ่ม2.1พันล้านผุดโรงแรม

“ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” ทายาทรุ่น 4 เปิดตำนานใหม่ปาร์คนายเลิศ ทุ่ม 2.1 พันล้านต่อยอด 3 ธุรกิจหลัก งัดแลนด์แบงก์ ผุดโรงแรม-คอนโดฯหรูเพลินจิตและวิลล่าหรูหัวหิน ซื้อไลเซนส์บริติช สอนบัตเลอร์ ดันปาร์คนายเลิศ ศูนย์กลางท่องเที่ยว

ปิดตำนาน โรงแรม สวิส โฮเต็ล ปาร์ค นายเลิศ อย่างถาวร หลังขายโรงแรมและอาคาร Promenade รวมที่ดิน 15 ไร่ ริมถนนวิทยุ ให้กับบริษัท บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก จำกัด ของเครือ โรงพยาบาลกรุงเทพ มูลค่ากว่า 1.08 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2559 แต่ชื่อแบรนด์ ปาร์ค นายเลิศ ที่คุ้นหูคนไทยมากว่า 33 ปีไม่ได้สูญหายไปไหน

 

เหลือ20ไร่เพลินจิตพัฒนาต่อ

เนื่องจากพื้นที่มีอยู่ถึง 34 ไร่แม้ตัดขายออกไป แต่ก็ยังเหลืออยู่อีกร่วม 20 ไร่ ซึ่งขณะนี้ทายาท รุ่นที่ 4 ตระกูลสมบัติศิริ ของนายเลิศ เศรษฐบุตร หรือพระยาภักดีนรเศรษฐ ผู้สร้างตำนานรถเมล์ขาวนายเลิศ รถโดยสารประจำทางสายแรกของไทย “ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” หรือคุณน้องเล็ก ตัดสินใจเปิดตำนานใหม่ ด้วยการดึงเอาอัตลักษณ์ ที่ต้นตระกูลได้สร้างชื่อเสียง มาสานต่อเข้ากับโลกยุคปัจจุบัน พร้อมงัดแลนด์แบงก์ของตระกูลมาพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่ม ด้วยงบลงทุนครั้งใหม่กว่า 2,100 ล้านบาท (ไม่รวมที่ดิน)

 

ต่อเรื่องนี้ “ณพาภรณ์ โพธิรัตนังกูร” ให้สัมภาษณ์ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ทิศทางการขยายการลงทุนใหม่จะเน้นการพัฒนาธุรกิจใน 3 เรื่องหลัก ภายใต้ “นายเลิศ กรุ๊ป” เพื่อสร้างชื่อเสียงของปาร์ค นายเลิศ ที่หายไปหลังจากการขายโรงแรม กลับมาอีกครั้ง ได้แก่ 1.การพัฒนาโรงแรมและที่พักอาศัย 2.ธุรกิจด้านอาหาร และ 3.ธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์

 

การพัฒนาโรงแรมและที่พักอาศัย มีแผนจะลงทุนโครงการใหม่ 2 แห่ง ที่กรุงเทพฯและหัวหินซึ่งจะใช้เวลาพัฒนาราวกว่า 2 ปี ได้แก่ “นายเลิศ ปาร์ค โฮเทลแอนด์เรสซิเดนซ์ กรุงเทพ” ลงทุนราว 1,500 ล้านบาทไม่รวมที่ดิน สร้างเป็นอาคารสูง 30 ชั้น บนที่ดินส่วนที่เหลืออยู่ราว 20 ไร่ ซึ่งเป็นที่ตั้งของ “บ้านปาร์คนายเลิศ” บ้านเรือนไทยไม้สักทั้งหลัง อายุกว่า 102 ปี ที่ขณะนี้เปิดให้เข้าชมอาทิตย์ละ 2 ครั้ง รวมถึงร้านอาหารไทยมาเมซอง ซึ่งเป็นสูตรประจำครัวบ้านปาร์คนายเลิศและร้านอาหารระดับท็อปของโรงแรมปาร์คนายเลิศในอดีต และร้านอาหารเลดี้ แอล บริการอาหาร ฝรั่ง แบบ Art Decoration สไตล์ท่านผู้หญิงเลอศักดิ์ สมบัติศิริ

 

สำหรับโรงแรมใหม่ที่ลงทุนจะสร้างเป็น ลักชัวรี บูติก โฮเตล ขนาด 60 ห้อง เน้นความหรูหราแต่เรียบง่ายและที่พักอาศัย คอนโดมิเนียมจำนวน 100 ห้อง ที่จะเปิดขายในแบบ Lease Hold ระยะเวลา  30 ปี ซึ่งห้องเล็กที่สุดจะมีพื้นที่ราว 100 ตารางเมตร ซึ่งด้วยทำเลที่ตั้งของพื้นที่คาดว่าจะขายห้องพักในราคาสูงสุด ในกลุ่มของคอนโดมิเนียมแบบ Lease Hold ซึ่งในพื้นที่ย่านธุรกิจขายกันไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาทต่อตารางเมตร

 

บ้านปาร์คนายเลิศ

 

นอกจากนี้ภายในพื้นที่ 20 ไร่ ยังมีแผนจะทำเป็น บัตเลอร์ สกูล ที่จะเปิดให้บริการในวันที่ 1 เมษายนนี้ เป็นหลักสูตรสอนบัตเลอร์และแม่บ้านโรงแรมนาน 7 วัน คิดค่าอบรมคนละ 4.2 หมื่นบาท ปีนี้จะรับแค่ 30 คนเท่านั้น ส่วนหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นการซื้อไลเซนส์ มาจากบริติช บัตเลอร์ จากประเทศอังกฤษ เพื่อมาเปิดการเรียนการสอนในไทย ซึ่งเจ้าของบริติซ บัตเลอร์ เคยเป็นบัตเลอร์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ และเคยเป็นบัตเลอร์ให้กับนาง มาร์กาเรต แธตเชอร์ อดีตนายกฯ อังกฤษ ซึ่งการนำหลักสูตรนี้เข้ามาเปิดสอนจะเน้นกลุ่มลูกค้าระดับไฮเอนด์ ที่ต้องการสร้างมาตรฐานบัตเลอร์ ให้มีมาตรฐานสากล

 

ผุดวิลล่าหรูหัวหิน

อย่างไรก็ดียังมีแผนพัฒนาที่ดินเก่าของตระกูลที่อยู่ชายหาดหัวหินจำนวน 8 ไร่ เตรียมจะสร้างห้องพักในลักษณะเป็น พูลวิลล่า จำนวน 24 หลัง ใช้เงินลงทุน 500-600 ล้านบาท ไม่รวมที่ดิน โดยจะออกแบบที่ดึงเอกลักษณ์ของเมืองหัวหิน ที่เป็นเมืองพักผ่อนสำหรับผู้ดีเก่าในอดีตให้ฟื้นกลับมา ซึ่งจะเจาะกลุ่มกำลังซื้อสูง ซึ่งจะเป็นอีกเซ็กเมนต์ของตลาด ที่จะไม่แข่งกับธุรกิจโรงแรมทั่วไป

 

ทายาทนายเลิศ ปาร์ค ยังกล่าวอีกว่า สำหรับในส่วนของธุรกิจอาหาร ขณะนี้ได้มีการจัดตั้ง “ไวท์ บัส แคเทอริ่ง” ขึ้นมาเพื่อให้บริการจัดเลี้ยงทั้งในบริเวณบ้านปาร์คนายเลิศ และพื้นที่โดยรอบ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความสนใจในการเข้าจัดอีเวนต์และจัดงานแต่งงานค่อนข้างมาก และเรายังมองถึงการขยายการจัดเลี้ยงนอกสถานที่ด้วย และการพัฒนาร้านอาหารในสไตล์เราด้วย

 

นอกจากนี้ยังจะรุกธุรกิจด้านไลฟ์สไตล์ ซึ่งมีแผนจะพัฒนาพื้นที่ของบ้านปาร์คนายเลิศ และพื้นที่โดยรอบ ให้เป็นศูนย์กลางด้านการท่องเที่ยว ตอบโจทย์เรื่องการกินอยู่หลับนอน ซึ่งบ้านปาร์คนายเลิศ ก็จะเหมือนเป็นพิพิธภัณฑ์ ที่เป็นบ้านเก่า สร้างมาตั้งแต่ปี 2458 และพื้นที่แห่งนี้มีเรื่องราวที่เป็นยูนิกซ์ในอดีตมากมาย และต่อไปก็จะมีโรงแรม การจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อรองรับความเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว เนื่องจากพื้นที่ตรงนี้หรือตรงเพลินจิต มีทั้งช็อปปิ้งมอลล์ ศูนย์สุขภาพ

 

“การขยายธุรกิจต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น เป็นเพราะเรามีทีมทำงานที่มีประสบการณ์เคยทำงานที่โรงแรมปาร์คนายเลิศในอดีตที่ทุกวันนี้ยังอยู่กับเราร่วม 100 คน และด้วยแบรนด์ของปาร์คนายเลิศ ที่มีสตอรี อยู่แล้ว เพียงเราทำให้ที่นี่เป็นศูนย์รวมทุกอย่างที่ในอดีตเสริมสร้างไว้ ให้ยังคงอยู่ และต่อยอดให้อยู่ในโลกยุคปัจจุบันให้ดีเท่านั้น”

ที่มา : หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ

วันที่ 11 มกราคม 2560



 

ความคิดเห็น