ชาญอิสสระ อวดโฉม Issara Residence Rama 9 บ้านหรูแนวคิดใหม่ ใจกลางพระราม 9

ชาญอิสสระ  เปิดสัมผัสประสบการณ์ “อนันตกาลแห่งความสุข ใจกลางเมือง An infinite happiness of urban living” ที่สุดของบ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ Issara Residence Rama 9 ในทำเลศักยภาพ ชูความเหนือระดับด้วยสังคมคุณภาพที่มีความเป็นส่วนตัวสูง ด้วยจำนวนเพียง 20 หลัง ภายใต้แนวคิดบ้านล้อมสวน ย่าน New CBD บนถนนพระราม 9 ในราคาเริ่มต้น 100 ล้านบาท มั่นใจด้วยประสบการณ์การพัฒนาตลาดระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ช่วยสร้างความมั่นใจผลักดันการขายได้ตามเป้า

 

 

นายสงกรานต์ อิสสระ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากโครงการบ้านเดี่ยวใจกลางเมืองที่เราเคยทำแล้วประสบความสำเร็จ คือบ้านอิสสระ พระราม 9 เมื่อสิบกว่าปีที่ผ่านมาแล้วเราพยายามมองหาที่ดินในเมืองเพื่อทำโครงการบ้านเดี่ยวที่จะเป็น ทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ อีกครั้ง เรามาได้ที่ดินแปลงนี้ ที่อยู่ใจกลางเมืองและเป็นย่าน New CBD

 

จึงตั้งใจทำการพัฒนาที่ดินแปลงนี้ให้เป็นบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ นอกจากมีทำเลที่ดีแล้ว การสร้างความแตกต่างให้ลูกค้าได้สัมผัสถึงความสุข และความเป็นส่วนตัว อย่างแท้จริงให้กับการอยู่อาศัยซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่ง ทั้งนี้ผู้พัฒนาโครงการต้องอาศัยประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาโครงการเพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า

 

 

“ปัจจุบันทำเลในการพัฒนาโครงการบ้านเดี่ยวในย่านนิวซีบีดี (New Central Business District) ซึ่งเป็นย่านที่รายล้อมไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน การคมนาคม รวมไปถึงสาธารณูปโภค โดยเฉพาะในย่านพระราม 9 ถือเป็นโจทย์ที่ยากมาก เพราะย่านนี้ราคาที่ดินมีการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ย่านนี้เป็นย่านยอดนิยมอีกย่านหนึ่ง อีกทั้งผังเมืองที่จะประกาศใช้ใหม่ทำให้การใช้ประโยชน์จากที่ดินดีขึ้นทำให้มูลค่าที่ดินแถวนี้จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากแน่นอน” นายสงกรานต์ กล่าว

 

ทั้งนี้การทำโครงการบ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่ บนทำเลใจกลางเมืองผู้พัฒนาต้องสร้างความแตกต่างเพื่อให้โดดเด่นกว่าคู่แข่งขัน บริษัทได้พัฒนาโครงการ Issara Residence Rama 9 บ้านเดี่ยวระดับซูเปอร์ลักชัวรี่อย่างแท้จริง โดยมีมูลค่าโครงการ 2,000 ล้านบาท ภายใต้แนวคิด “บ้านล้อมสวน” ที่มาพร้อมกับความเป็นส่วนตัวกับการอยู่อาศัยในสังคมคุณภาพ เพิ่มความเอ็กซ์คลูซีฟด้วยจำนวนบ้าน เพียง 20 หลังเท่านั้น

 

และมีการพัฒนาออกมาด้วยการสร้างความแตกต่างสอดแทรกการออกแบบบ้านที่ต้องอยู่สบาย ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านครบครัน มีการนำนวัตกรรมต่างๆ เข้ามาใช้ เพื่อให้ผู้อยู่อาศัย ได้รับความสะดวกสบาย คุ้มค่า และปลอดภัยในการพักอาศัยให้มากที่สุด โดยมีบริษัทชั้นนำอย่าง บริษัท สถาปนิก 49 จำกัด (A49) เป็นผู้รังสรรค์งานออกแบบบ้าน

 

 

“สิ่งสำคัญในการพัฒนาบ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ ที่ตอบโจทย์คนเมือง นอกจากการมีโลเคชั่นที่ดีแล้ว เราต้องสร้างความแตกต่าง ทั้งการดีไซน์แบบบ้านให้มีความทันสมัย อยู่สบาย ฟังก์ชั่นการใช้งานภายในบ้านสะดวกสบาย รวมถึงการพัฒนานวัตกรรมสมัยใหม่เข้ามาแทรกเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตของสังคมคนเมืองที่ง่ายขึ้น

 

อีกทั้งจากประสบการณ์อันยาวนานของชาญอิสสระ ที่พัฒนาโครงการอสังหาฯ ระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการบ้านเดี่ยวหรือคอนโดมิเนียม อาทิโครงการบ้านอิสสระ พระราม 9, โครงการบ้านอิสสระ บางนา, โครงการอิสสระ คอนเลคชั่น สารทร, โครงการ ดิ อิสสระ ลาดพร้าว เป็นต้น

 

 

เส้นรัชดา-พระราม 9 ซึ่งถือเป็นทำเลที่ถูกมองว่าเป็น New Hot Spot หรือย่านธุรกิจแห่งใหม่ที่แวดล้อมด้วยออฟฟิศชั้นนำ ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อีกทั้งถนนพระราม 9 ก็ถือเป็นจุดเชื่อมต่อสำหรับการเดินทางไม่ว่าจะเดินทางเข้าสู่ย่านธุรกิจอย่างอโศก สุขุมวิท ทองหล่อ เอกมัย สาทร สีลม หรือจะมุ่งหน้าออก มอเตอร์เวย์ และสนามบินสุวรรณภูมิก็สามารถเดินทางได้อย่างสะดวก ประกอบกับที่ตั้งโครงการยังใกล้กับทางด่วนพิเศษศรีรัช-พระราม 9 และยังมีส่วนต่อขยายแนวรถไฟฟ้า MRT สายสีส้มที่ตัดผ่านใกล้กับโครงการอีกด้วยด้วย” นายสงกรานต์ กล่าว

 

อย่างไรก็ตามในส่วนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในช่วงขาขึ้น รวมถึงมาตรการควบคุมสินเชื่อ(LTV) ใหม่จากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่จะประกาศใช้ในเดือนเมษายนปีนี้ อาจจะส่งผลกระทบต่อตลาดอสังหาริมทรัพย์โดยเฉพาะระดับกลาง-ล่าง ขณะที่ระดับบนซึ่งถือเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของบริษัทจะไม่ค่อยได้รับผลกระทบจากมาตรการดังกล่าว

 

 

ด้านนายเมธินทร์ จันทรอุไร กรรมการบริหาร บริษัทสถาปนิก 49 จำกัด (A49) ผู้ออกแบบโครงการ Issara Residence Rama 9 กล่าวว่าจุดเด่นของการออกแบบโครงการ คือการออกแบบบ้าน ที่อยู่ในเมืองให้สอดแทรกไปกับธรรมชาติ ภายใต้แนวคิด บ้านล้อมสวน สร้างความเป็น Luxury Private ด้วยจำนวนเพียง 20 หลัง

 

โดยต้องการให้ประสบการณ์กับผู้อยู่อาศัยเป็นปัจจัยหลักในการออกแบบ อีกทั้งยังนำแนวคิดหลักการของธรรมชาติที่มีผลต่อสถาปัตยกรรมในเขตร้อนชื้นอย่าง ในประเทศไทย ได้แก่ การป้องกันแดด การระบายอากาศ รวมทั้งการอาศัยพลังงานต่างๆ จากสิ่งแวดล้อมภายนอกมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับที่อยู่อาศัย ทั้งในภาพลักษณ์อาคาร และพื้นที่ใช้สอยภายในอาคาร

 

โดยถ่ายทอดแนวคิดผ่านความเป็น “บ้านเขตร้อนสมัยใหม่” (Modern Tropical House) ที่ทำให้เกิดภาวะน่าสบาย (Comfort Zone) ในการอยู่อาศัย มีความเรียบง่ายตามวิถีของคนยุคใหม่ แต่ไม่ละทิ้งหลักการของธรรมชาติและประสบการณ์การใช้ชีวิตแบบ “อิสระ”

 

 

 

 

“เราต้องการออกแบบบ้านภายใต้แนวคิดของบ้านที่โอบล้อมธรรมชาติ เพื่อให้ตอบโจทย์วิถีคนเมือง มีพื้นที่ใช้สอยทั้งภายในและภายนอกบ้านที่ลงตัว โดยการออกแบบจึงทำให้บ้านมีหน้าบ้าน 2 ฝั่ง แต่ละด้านมีความสวยงามแตกต่างกัน เราต้องการออกแบบให้เกิดประโยชน์ใช้สอยในพื้นที่ข้างบ้านเป็นพื้นที่ใช้สอยภายนอก ที่สวยงามเสมือนเป็นหน้าบ้านอีกด้านหนึ่ง เพราะฉะนั้นพื้นที่ที่เรียกว่าหน้าบ้านจะมีเยอะกว่าโครงการอื่นๆ” นายเมธินทร์ กล่าว

 

 

 

ทั้งนี้ในส่วนของการออกแบบบ้านยังให้ความใส่ใจวิถีการอยู่อาศัยเป็นอันดับแรก ด้วยประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมาของบริษัททำให้เราทราบว่าผู้อยู่อาศัยต้องการอะไร มีการใช้ชีวิตแบบคนเมืองอย่างไร ต้องการความเป็นครอบครัวที่มีพื้นที่ในการใช้สอยที่สอดรับกับทุกคนในครอบครัว ต้องการความคุ้มค่าในทุกตารางนิ้วของพื้นที่แต่ยังคงต้องมีความเป็นส่วนตัว ดังนั้นการสร้าง ประสบการณ์การอยู่อาศัยที่เหนือกว่าความคาดหมายคือเป้าของเรา

 

สำหรับโครงการ Issara Residence Rama 9 ยังเน้นการออกแบบเพื่อให้ก่อเกิดประโยชน์จากการใช้สอยพื้นที่ให้ได้มากที่สุด พร้อมทั้งให้ฟังก์ชั่นการใช้สอยที่ครบครัน ภายใต้คอนเซ็ปต์ บ้านล้อมสวน และเพื่อให้ภายในบ้านสามารถรับแสงจากธรรมชาติมากขึ้น และยังเป็นการช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าจึงใช้กระจกสูงถึงฝ้า และดีไซน์ให้มีชายคาที่ยื่นยาวผสมกับองค์ประกอบตกแต่งที่มีลักษณะเหมือนแผ่นไม้แนวตั้งสำหรับการบังแดด และเพิ่มความเป็นส่วนตัว

 

อีกทั้งยังสามารถช่วยลดพลังงานความร้อนที่เกิดขึ้นในอาคารได้ถึง 25% เมื่อเทียบกับบ้านโครงการอื่นที่มีปริมาณกระจกเท่ากัน ทำให้ได้รับแสงธรรมชาติเต็มที่ แต่ไม่รู้สึกร้อน พร้อมกันนี้ยังมีการออกแบบ Super living – dining ที่มีความสูงของพื้นถึงฝ้าถึง 9 เมตร ทำให้บ้านดูโอ่โถง เพิ่มความหรูหรา และมีการถ่ายเทอากาศที่ดีทุกห้อง

 

“นอกจากการคำนึงถึงหลักการธรรมชาติ และการประหยัดพลังงานในการออกแบบเพื่อให้เกิดความคุ้มค่า ความปลอดภัยในการอยู่ การออกแบบยังให้ความสำคัญกับ Universal Design เพื่อตอบโจทย์ผู้สูงอายุหรือผู้ใช้วีลแชร์ โดยมีการทำทางลาดเอียงสำหรับเข้าบ้าน รวมถึงขนาดของลิฟท์ที่เหมาะสมด้วย พร้อมมีการออกแบบคลับเฮาส์ที่มีความทันสมัย และลงตัวกับพื้นที่

 

โดยแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นที่ 2 เป็นฟิตเนส พร้อมอุปกรณ์ที่ทันสมัย ส่วนชั้นที่ 3 เป็นสระว่ายน้ำระบบเกลือ ขนาด 25×8.45 เมตร พร้อมห้องสตรีม แยกชายหญิงอย่างชัดเจน เพื่อเป็นการสร้างความเป็นส่วนตัวให้กับทุกครอบครัวที่เข้ามาใช้บริการ นอกจากนี้ชั้นหนึ่งยังมีลานอเนกประสงค์ ห้องประชุม และห้องทำงานนิติบุคคลด้วย” นายเมธินทร์ กล่าว

 

 

ขณะที่นางสาวอลิวัสสา พัฒนถาบุตร กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีบีอาร์อี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันตลาดบ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ที่เปิดตัวแล้ว และกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่มีราคาตั้งแต่ 70 ล้านบาทขึ้นไป ว่ามีเพียง 7 โครงการเท่านั้น หรือคิดเป็นบ้าน 271 หลัง โดยแบ่งเป็น 3 ทำเลหลัก ได้แก่ ทำเลใจกลางเมืองหรือซีบีดีอาทิ สุขุมวิท สาทร ทำเลกรุงเทพฯ ชั้นกลาง อาทิ รัชดาภิเษก-พระราม 9 พัฒนาการตอนต้น และทำเลชานเมืองโดยรอบ อาทิ เกษตรนวมินทร์  กรุงเทพกรีฑา บางนา

 

จากการศึกษาถึงความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายโดยซีบีอาร์อีพบว่า ผู้บริโภคต้องเลือกระหว่างการมีบ้านเดี่ยวที่มีเนื้อที่แต่อยู่ชานเมือง ซึ่งต้องใช้เวลาในการเดินทางแต่ละวันไม่น้อย ในขณะที่ถ้าต้องการอยู่ใจกลางเมือง ก็จำเป็นต้องเลือกอยู่ทาวน์เฮ้าส์ หรือบ้านแนวสูงที่มีมากกว่า 3 ชั้นขึ้นไป ซึ่งพื้นที่แต่ะละชั้นถูกออกแบบมาเพียงแค่เป็นห้องนอน ไม่มีพื้นที่สำหรับกิจกรรมในครอบครัว  อีกทั้งไม่มีพื้นที่สีเขียวภายในบริเวณบ้าน หรือเลือกอยู่คอนโดมิเนียม ซึ่งก็มีข้อจำกัดในการมีสัตว์เลี้ยง และมีที่จอดรถไม่เพียงพอสำหรับสมาชิกทุกคน

 

 

นายดิฐวัฒน์ อิสสระ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานพัฒนาธุรกิจ บริษัท ชาญอิสสระ ดีเวล็อปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า โครงการ Issara Residence Rama 9 เป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ มีความเป็น Luxury Private เพียง 20 หลังเท่านั้น ตั้งอยู่บนพื้นที่ ประมาณ 9 ไร่ บริเวณถนนพระราม 9 ซอย 13 บนพื้นที่ดินขนาด 113-208 ตารางวา พื้นที่ใช้สอย 700-842 ตารางเมตร ราคาเริ่มต้น 100 ล้านบาท พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครัน ทั้งคลับเฮาส์ ฟิตเนส สระว่ายน้ำระบบเกลือ พื้นที่สวนที่ให้ความเป็นส่วนตัว อบอุ่นด้วยธรรมชาติสำหรับครอบครัว พร้อมที่จอดรถ 4-8 คัน

 

รวมถึงการให้บริการ Lifestyle Concierge Service บริการที่จะช่วยสร้างไลฟ์สไตล์ความเป็นส่วนตัว แบบเอ็กซ์คลูซีฟให้แก่ลูกบ้านภายในโครงการ อีกทั้งยังมีงานบริการด้านต่างๆ ไว้คอยดูแลและอำนวยความสะดวก อาทิ บริการด้านโฮมแคร์ ที่จะช่วยดูแลและบำรุงรักษาตั้งแต่เรื่องภายในบ้านและภายนอกบ้านอย่างครบครัน, บริการด้านสุขภาพที่ช่วยให้ลูกบ้านมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น, บริการด้านการจัดเลี้ยง จัดกิจกรรมที่ครบวงจร และบริการผู้ช่วยส่วนตัวที่จะคอยดูแลให้ชีวิตของคุณง่ายขึ้นในทุกๆ เรื่องเมื่อเข้ามาอยู่ภายในโครงการ

 

 

 

นอกจากนี้ภายในโครงการยังให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการอยู่อาศัยด้วยการนำระบบ Home Automation มาใช้ซึ่งคือนวัตกรรมเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่เอาอุปกรณ์ต่างๆ ภายในบ้านมาทำงานร่วมกันแบบอัตโนมัติ โดยอาศัยการควบคุมผ่านอินเตอร์เน็ต (Internet of Things : IoT) โดยจะทำให้ผู้อยู่อาศัยมีความสะดวกสบาย ปลอดภัย และยังช่วยประหยัดพลังงานได้ โดยการ Control ผ่าน Mobile Application บน Smart Phone หรือ Tablet

 

 

 

“นวัตกรรมนี้สามารถช่วยให้เจ้าของบ้านสามารถตรวจสอบความปลอดภัยว่ามีการ เปิด/ปิด ประตู หรือ ไฟ เรียบร้อยแล้วหรือไม่ ก่อนออกจากบ้าน, การแจ้งเตือนผ่านมือถือเมื่อมีผู้บุกรุก หรือมีสัญญาณตรวจจับควันไฟ เมื่อตัว Smoke Detector ทำงาน ซึ่งจะช่วยทำให้เจ้าของบ้านทราบเหตุและระงับได้ทันท่วงที

 

นอกจากนี้การควบคุมผ่าน Mobile Application ยังสามารถสั่งให้ไฟแสงสว่าง และแอร์ทำงานล่วงหน้า หรือปรับ Scenario ตามความต้องการ รวมถึงระบบรักษาความปลอดภัยที่มีการจัดเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง เพิ่มความปลอดภัยด้วย Gate ทางเข้า-ออกโครงการถึง 2 ชั้น, Video Door phone, Burglar Alarm, CCTV เพื่อตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ผู้อยู่อาศัยในยุคปัจจุบัน” นายดิฐวัฒน์ กล่าว

 

สำหรับโครงการ Issara Residence Rama 9 ถือเป็นโครงการบ้านเดี่ยวระดับซุปเปอร์ลักชัวรี่ที่ตอบโจทย์การอยู่อาศัยให้กับชีวิตคนเมือง ให้ความเป็นส่วนตัวสูง มีความเป็นธรรมชาติด้วยสวนใหญ่ภายในบ้าน พร้อมมีการเลือกใช้อุปกรณ์เกรดเอมาตฐานระดับโลกเข้ามาใช้ภายในบ้าน โดยมีแบบบ้านให้เลือกทั้งหมด 3 แบบ ได้แก่ ASHER, BRAYDEN, และ CEDRIC ซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยตั้งแต่ 700-842 ตารางเมตร ขนาดบ้าน 3 ชั้น เริ่มตั้งแต่ 4-5 ห้องนอน 4-5 ที่จอดรถ ห้องรับแขก ห้องนั่งเล่น ครัว Panty ครัวไทย ห้องแม่บ้าน สระว่ายน้ำ พร้อมลิฟท์ภายในบ้าน โดยในปัจจุบันมียอดขายก่อนบ้านตัวอย่างแล้วเสร็จกว่า 60%

 

 

ที่มา : www.charnissara.com/IssaraResidenceRama9

วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2562

 

 



 

ความคิดเห็น