5 ธุรกิจที่จะมาคลายเหงา เมื่อ “คนเหงา” ในประเทศไทยสูงถึง 26.57 ล้านคน

 

ความเหงาไม่เข้าใครออกใคร ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลมากเท่าไหร่ ความเหงายิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น เคยมีคนบอกว่าเทคโนโลยีทำให้คนเราใกล้กันมากขึ้น จากซีกโลกหนึ่งสู่อีกซีกโลกหนึ่ง สามารถสื่อสารกันได้แบบ Real Time นั่นคือสิ่งที่เราคิดว่าใกล้ แต่ที่ไกลก็คงจะเป็นความรู้สึก การจับต้องบางสิ่งบางอย่างที่ต้องการไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกเปล่าเปลี่ยว เป็นความรู้สึกที่โดดเดี่ยว มันขาดการเติมเต็ม จนทำให้หัวใจของเรานั้นโหวเหวง

 

จากงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU ได้ค้นคว้าศึกษา Trend Marketing ที่ได้รับความนิยมในต่างประเทศเกี่ยวกับ “การตลาดคนเหงา” ซึ่งศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของกลุ่มคนเหงา พบว่า ปัจจุบันคนเหงาในประเทศไทยมีจำนวนสูงกว่า 26.57 ล้านคน

 

 

ความเหงาไม่ใช่เรื่องแปลกอีกต่อไป เมื่อความเหงากำลังก่อตัวหนาขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเทศอังกฤษ ที่จัดตั้ง “กระทรวงคนเหงา” ขึ้นมา ให้ประชาชนได้คลายความเหงาลงบ้าง หรือ 3 ใน 4 ของประชากรของสหรัฐอเมริกาเองก็มีปัญหาความเหงาเช่นกัน ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะการอยู่คนเดียวมันสบายใจกว่า เราจะทำอะไร ใช้ชีวิตยังไง ไปไหนกับใคร ก็ไม่ต้องมาคอยแคร์หรือคอยรอ จนปัจจุบันนี้เราเลือกที่จะใช้เวลาไปกับสิ่งที่ตัวเองชอบหรือสิ่งที่ต้องการ มากกว่าการเอาเวลาชีวิตของเราไปให้คนอื่นบั่นทอนเล่น

 


3 ระดับแห่งความเหงา คุณอยู่ระดับไหนกัน?

 

จากข้อมูลงานวิจัยของวิทยาลัยการจัดการ มหาวิทยาลัยมหิดล หรือ CMMU เกี่ยวกับ “ตลาดคนเหงา” ได้ทำสำรวจวิจัย แบ่งเป็นสำรวจความคิดเห็น กลุ่มตัวอย่าง 1,126 คน และสัมภาษณ์เชิงลึก 76 คน แบ่งความเหงาออกเป็น 3 ระดับ

 

1. “เหงาจับใจ” เป็นความเหงาระดับสูงสุด มี 2.3%

2. “เหงาจนชิน” เป็นความเหงาะระดับกลาง มี 14.5%

3. “แอบเหงา” เป็นความเหงาระดับต่ำสุด มี 23.6%

4. “กลุ่มสบายๆ” เป็นกลุ่มคนไม่เหงา มี 59%

 

แม้ว่ากลุ่มคนไม่เหงาจะมีมากกว่า แต่เมื่อเทียบกับคนเหงาที่มีสูงถึง 40.4% แล้ว ก็ถือว่าประเทศของเรามีความเหงาปกคลุมอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว

 


วัยไหนเหงาที่สุด?

 

1. กลุ่มวัยทำงาน (23-40 ปี) มีแนวโน้มเหงามากที่สุด 49.3%

2. วัยเรียน (18-22 ปี) มีแนวโน้มเหงารองลงมาเป็น 41.8%

3. วัยผู้ใหญ่ (41-60 ปี) มีแนวโน้มเหงามาเป็นอันดับสุดท้าย 33.6%

 

 

เรื่องของความเหงามันห้ามกันไม่ได้ อยู่ที่ว่าใครจะจัดการความเหงาได้ดีกว่ากัน ซึ่งกลุ่มที่เหงามากที่สุดก็หนีไม่พ้นวัยทำงาน ในฐานะที่เราอยู่ในวัยทำงานและเคยผ่านพ้นช่วงวัยเรียนมาแล้ว ขอคอนเฟิร์มเลยว่า วัยทำงาน เป็นความเหงาของจริง เหงาทั้งกายและใจ เหงาแบบไม่รู้ตัว ดูเผินๆ เหมือนจะไม่มีเวลาเหงา แต่เอาเข้าจริง ความเหงามันเข้ามาได้ง่ายกว่าที่คิดเยอะ ซึ่งถ้าใครมีสิ่งที่เยียวยาความเหงาได้ ก็ถือเป็นเรื่องดีๆ ในชีวิต ที่เราไม่ต้องเหงาตลอด 24 ชั่วโมง

 


3 วิธีคลายเหงา ทำแล้วได้ผลไหมจริงไหม?

 

1. Social Media คนเหงาค่อนข้างเสพติดโลกออนไลน์ ท่องอินเทอร์เน็ตทั้งวันทั้งคืนในวันหยุดยังได้เลย ไม่ต้องเสียเงินด้วย นอนอยู่บนเตียงเฉยๆ ก็เล่นมือถือได้ จะหลับแล้วตื่นขึ้นมาเล่นมือถือใหม่ก็ได้ อันนี้เหงาแบบไม่กระทบใคร เหงาแล้วอยู่ในโซนของตัวเอง (ยกเว้นแต่ว่าจะแชทไปกวนคนอื่น อันนี้ก็จะกระทบคนอื่นด้วย)

 

 

2. Food&Cafe อาหารการกิน บุฟเฟ่ต์ ปิ้งย่าง อาหารญี่ปุ่น เกาหลี ตามสั่ง ส้มตำ ยำมาม่า คอหมูย่าง ของหวาน บิงซู เค้ก โรตี ทุกสิ่งอย่างล้วนเยียวยาเราได้ ไม่ใช่แค่ความเหงา แต่ความเครียดเองก็เช่นกัน การกินจะทำให้สมองของเราโล่งและเบาขึ้น ยิ่งถ้าเราไปคาเฟ่บรรยากาสดีๆ มีกลิ่นกาแฟ และผู้คนรายล้อม ก็จะทำให้ความเหงาของเราเบาบางลงไปได้บ้าง

 

3. Shopping การจ่ายเงินซื้อของที่อยากได้ หรือการไปเดินเล่นดูของตามร้าน ห้างสรรพสินค้า หรือตลาดนัดเหล่านี้ก็ช่วยเยียวเราได้เช่นกัน เหมือนเราได้เสียเงินเพื่อซื้อสิ่งที่ต้องการ เมื่อเราได้สิ่งที่ต้องการ เราก็มีความสุข และใช้เวลาไปกับการเห่อของใหม่ที่เพิ่งได้มา

 

 


คนเหงาเยอะขนาดนี้ ก็ต้องมีธุรกิจเอาใจคนเหงา

เมื่อคนเหงาเยอะขนาดนี้ แถมมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้ว ตลาดก็ต้องมีธุรกิจที่มารองรับและบรรเทาความเหงา มาดูกันว่ามีอะไรบ้าง

 

1. Community การสร้างแหล่งพบปะสังสรรค์เป็นทางเลือกที่น่าสนใจและทำได้ไม่ยาก ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร คาเฟ่ หรือบอร์ดเกมส์ ฯลฯ แหล่งรวมผู้คนเหล่านี้ จะทำให้เราไม่เหงา เพราะเราต้องใช้เวลากับคนอื่นด้วย โดยเฉพาะบอร์ดเกมส์ บอกเลยว่าใครขนเพื่อนไปเล่นกันเยอะ คือสนุก เล่นเพลิน เล่นจนลืมเวลา ลืมเหงากันไปเลย

 

2. Property พวกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ หรือ Co-working Space เองก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เราได้ออกมาใช้เวลาข้างนอกห้องนอนของตัวเอง เราจะได้พบเจอผู้คนมากมาย ท้งยังช่วยเปลี่ยนบรรยากาศการทำงาน เปลี่ยนสถานที่ให้เราไม่รู้สึกเบื่อกับอะไรเดิมๆ ด้วย

 

3. Digital พวกแอปพลิเคชัน ออนไลน์แพลตฟอร์ม เทคโนโลยีสารสนเทศ สิ่งเหล่านี้จะตอบโจทย์คนเหงาที่ค่อนข้างติดมือถือ เพราะคนเหงาจะเข้าไปใช้งานได้ง่าย เข้าที่ไหน เมื่อไหร่ก็ได้ ทำให้เรารู้สึกสะดวกสบาย

 

4. Pet ธุรกิจสัตว์เลี้ยง ไม่ว่าจะ สุนัข แมว หนู กระรอก ฯลฯ ล้วนแต่ช่วยเยียวยาคนเหงาได้จริง เพราะเราจะได้เล่น ได้ให้อาหาร ได้ดูแลอีกหนึ่งชีวิต บางตัวขี้อ้อน เข้ามาคลอเคลียเราทั้งวัน เราก็เล่นกับมัน ซึ่งเป็นข้อดีอย่างมากที่เราไม่ต้องไปหัวเสียกับมนุษย์ แต่มามีชีวิตชีวาได้เพราะสัตว์เลี้ยงของเราเอง

 

5. Travel ธุรกิจท่องเที่ยว คนเหงาก็อยากออกไปเที่ยวให้หายเหงา (คิดเอาเองว่าหายเหงา) จะธุรกิจโรงเเรม โฮสเทล รีสอร์ต สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ล้วนแต่เชื้อเชิญให้คนเหงาอยากจะเข้าไปคลายเหงาทั้งนั้น

 

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นความเหงาเข้าถึงได้ทุกวัย ทุกเวลา เราไม่รู้ว่ามันจะมาโจมตีเราตอนไหน เราอาจจะไม่ทันป้องกัน แต่เราต้องตั้งรับให้ทัน ให้ชีวิตได้เหงาบ้างไม่เหงาบ้างสลับกันไป บางทีเราก็ไม่ต้องรู้สึกสดใส มีชีวิตชีวาตลอดเวลาก็ได้ ให้ความหม่นมันปะปนกับความเหงาดู แล้วเราอาจจะได้การมองชีวิตในมุมใหม่ๆ ใช่ว่าเหงาแล้วจะเลิกเหงาไม่ได้ อย่างที่บอกการเยียวยาความเหงาไปแล้วด้านบน เราสามารถนำมาปรับใช้กับตัวเองได้ 

 

สุดท้ายแล้วความเหงาไม่ใช่เรื่องแปลก แต่กลายเป็นการเปิดตลาดใหม่ๆ อย่าง “ตลาดคนเหงา” ถือเป็นอีกตลาดที่น่าสนใจสำหรับการใช้ชีวิตของมนุษย์ที่ต้องเรียนรู้การรับมือกับความเหงากันต่อไป

 

 

อ้างอิง : www.marketingoops.com , www.techsauce.co

 

 



 

ความคิดเห็น