ลิโด้ เตรียมกลับมาอีกครั้ง พฤษภาคมปีหน้า พลิกโฉมใหม่ให้กลายเป็น “Co-cultural Space” ศูนย์รวมดนตรีที่ไม่เคยมีมาก่อนในสยาม

 

หลังจากที่ลิโด ได้ปิดตัวลงเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตอนนี้แน่ชัดแล้วว่า ลิโด จะกลับมาอีกครั้งด้วยชื่อ ลิโด้ ชื่อคงเดิม เพิ่มเติมคือมีไม้โท และจะกลับมาให้บริการแน่ๆ ประมาณเดือนพฤษภาคมปี 2562 ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาจัดการดูแล คือ LOVEiS ค่ายเพลงของคุณบอย โกสิยพงษ์

 

 

สำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ หรือ PMCU ต้องการหาพันธมิตรเพื่อมาพัฒนา ลิโด้ ซึ่งต้องทั้งเก่ง มี Passion และจุดมุ่งหมายที่ตรงกัน ซึ่ง LOVEiS เองก็มีประวัติที่คุ้นเคยกับย่านสยามเป็นอย่างดี “เลิฟอีสมาจาก Bakery Music ที่มีจุดกำเนิดมาจากสยามสแควร์ ผมว่าอันนี้เป็นตัวหลักที่น่าสนใจ” รองอธิการบดีอธิบาย “ประเด็นที่สองคือเรื่องของดนตรี เราไม่มีย่านที่เปิดโอกาสให้เยาวชนหรือใครมาแสดงออก มีพื้นที่เรียนรู้ที่ชัดเจนว่าเรื่องดนตรีต้องมาย่านนี้แหละ ผมยังนึกไม่ออกนะว่ามีที่ไหน ก็เลยลองพูดคุยกันดู

 

“หลังจากได้คุยกับคุณบอย โกสิยพงษ์ และคุณนภ พรชำนิแล้ว วัตถุประสงค์ของเราตรงกัน มุมมองใกล้เคียงกันว่าเราไม่ได้มาตรงนี้เพื่อสร้างรายได้สูงสุด แต่เรามองว่ามาสร้างคุณค่าร่วมกันให้กับสังคม ต้องเป็นธุรกิจที่ต้องยั่งยืน แล้วก็สร้างชุมชนใหม่ๆ ไม่เฉพาะด้านดนตรี แต่ขยายขอบเขตไปมากกว่านั้น อาจจจะเป็นเรื่องการแสดง เรื่องศิลปวัฒนธรรมที่มาอยู่รวมกันได้ โดยคีย์เวิร์ดสำคัญคือการให้โอกาส ให้โอกาสผู้ประกอบการได้มีพื้นที่ในการโชว์ของ แสดงตัวตนออกมา ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งว่าทำไมถึงเป็นเลิฟอีส”

 

 

ความน่าสนใจอยู่ที่ ลิโด้จะเปลี่ยนโฉมให้ดูทันสมัยมากยิ่งขึ้น ท่ามกลางสยามสแควร์ที่มีห้างรายล้อม ผู้คนเดินจับจ่ายซื้อของกันอย่างคับคั่ง ลิโด้ จะกลายเป็น “Co-cultural Space” ซึ่งจะมีพื้นที่ให้ทำกิจกรรมได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเด็ก วัยรุ่น หรือผู้ใหญ่ ลิโด้ใหม่นี้จะรองรับคนทุกเพศทุกวัย ที่สำคัญคือ ลิโด้จะอีกแห่งหนึ่งให้คนที่มีความสามารถได้มาแสดงในสิ่งที่เขาต้องการ ซึ่งค่อนข้างเปิดกว้างและน่าติดตามมากทีเดียวว่าหน้าตาลิโด้ใหม่จะออกมาเป็นอย่างไร

 

 

เริ่มต้นที่ชั้น 1 Co-inspiring Space

มีร้านอาหารและเครื่องดื่ม แต่ร้านเหล่านั้นจะไม่ได้มาอยู่ในลิโด้ง่ายๆ เพราะมีข้อกำหนดว่าร้านค้าที่เข้ามาร่วมกับลิโด้ได้ ต้องมีกิจกรรมอะไรบางอย่างที่จะทำเพื่อสังคม มาเสนอก่อน เมื่อมีข้อกำหนดแบบนี้ ยิ่งตอกย้ำความคิดที่จะทำเพื่อส่วนรวม ไม่ได้เข้ามาทำเพื่อสร้างกำไรให้ได้เยอะที่สุด แต่เข้ามาเพื่อสร้างคุณค่าให้กับคนในสังคมได้มากที่สุด นอกจากจะมีร้านอาหารและเครื่องดื่มแล้ว ยังมีโซน Event Space เป็นพื้นที่สาธารณะที่ไม่ว่าใครก็สามารถเข้ามาทำกิจกรรมได้

 

ชั้น 2 C0-performing Space 

ก่อนจะปิดลิโด้ ชั้นนี้จะเป็นโรงภาพยนตร์ ส่วนนี้จะมีการปรับปรุงฟังก์ชันต่างๆ เนื่องจากพื้นที่ค่อนข้างกว้าง โรงภาพยนตร์จะรีโนเวตให้เหมาะกับการแสดงทุกประเภท ทั้ง Music, Performing Art, Design หรือแม้กระทั่ง e-Sport ที่เป็น Technology และ Innovation โดยการเปลี่ยนแปลงโรงหนังทั้ง 3 โรง มีดังนี้

 

โรงภาพยนตร์ที่ 1 

โรงนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีงบไม่มาก อาจจะมาเดี่ยวมาคู่ก็ได้ ไม่ว่าใครก็สามารถมาจัดการแสดงได้ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียงหรืองบที่อลังการ ขอแค่มีใจรักและกล้าแสดงออก ลิโด้พร้อมเปิดรับทุกคนอย่างแน่นอน

 

โรงภาพยนตร์ที่ 2

โรงนี้จะเป็น Live House เหมาะกับการทำกิจกรรมประเภทดนตรี เนื่องจากพื้นที่ใหญ่กว่าโรงที่ 1 ทำให้มีพื้นที่ในการทำกิจกรรมได้มากกว่า และจุคนได้เยอะกว่า

 

โรงภาพยนตร์ที่ 3 

โรงนี้จะเป็น Black Box Theater ม่านสีดำจะล้อมรอบทั้งหมด ทุกอย่างจะมืดมิด เหมาะสำหรับ Performing Art จิตวิญญาณแห่งการแสดงจะรวมตัวกันอยู่ ณ จุดศูนย์กลาง และสายตาของผู้ชมที่ได้รับแรงบันดาลใจกลับไปหลังการแสดงจบลง

 

หลังจากที่ได้อ่านเรื่องราวความคิดที่จะพัฒนาลิโด้ของ LOVEiS จาก readthecloud.co แล้ว พบว่าทุกคนในทีม LOVEiS ต่างเคยมีประสบการณ์ที่ลิโด้แห่งนี้มาแล้ว และจุดมุ่งหมายเดียวกันของทั้ง PMCU และ LOVEiS คือ การสร้างให้ลิโด้ เป็น Co-cultural Space พื้นที่สาธารณะใจกลางสยาม ที่คุณสามารถมาทำกิจกรรมได้ในแบบที่สยามยังไม่เคยมีมาก่อน จาก Passion ในการทำงานและการออกแบบของการเปลี่ยนโฉมลิโด้ครั้งนี้แล้ว ก็รู้สึกคาดหวังและตื่นเต้นไปพร้อมกัน เพราะที่ที่เต็มไปด้วยห้าง เราจะได้เห็นที่ที่เปิดกว้างให้ทุกคนได้ออกมาแสดงความสามารถกันอย่างอิสระ ปีหน้าจะได้ใช้บริการแน่นอน

 

 

 

สามารถอ่านรายละเอียดแบบเจาะลึกได้ที่ readthecloud.co

อ้างอิง : readthecloud.co

 

 



 

ความคิดเห็น