ต้องมีเงินเท่าไหร่? ถึงจะซื้อคอนโดระดับ Super Luxury ได้

 

วงการอสังหาฯ ยังคงร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury ที่ทำให้ Developer แต่ละเจ้า เข้ามาแข่งขันกันอย่างดุเดือด คอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ เพราะแค่โลเคชั่นดี ยังไม่พอ แต่ต้องเป็นพื้นที่ที่ดีที่สุดที่ตั้งอยู่บนทำเลที่ดีที่สุดเท่านั้น นอกจากโลเคชั่นแล้ว ดีไซน์การออกแบบ วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ ล้วนมีส่วนจำเป็นด้วยกันทั้งสิ้น แต่ที่มองข้ามไม่ได้ คือคาแรคเตอร์และความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของคอนโดมิเนียมที่โดดเด่นและชวนให้หลงใหล รวมถึงองค์ประกอบตั้งแต่ทางเข้าไปจนถึงยอดสุดบนดาดฟ้า ต้องผ่านการคัดสรรอย่างละเมียดละไมให้เข้ากับทุกไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของผู้อยู่อาศัยในพื้นที่เดียวกัน

 

คอนโดมิเนียมระดับ Super Luxury สร้างมาเพื่อให้ลูกค้าระดับบน เป็นราคาที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อค่อนข้างมาก ดังนั้นลูกค้าระดับกลางหรือระดับล่าง อาจจะเอื้อมถึงได้ยากเล็กน้อย ที่นี้เรามาดูกันดีกว่าว่า คอนโดมิเนียบระดับ Super Luxury ที่ว่าแพงนักแพงหนา มีราคาเท่าไหร่กันบ้าง แล้วทำไมมันถึงต้องแพงขนาดนี้ และถึงแม้ว่าจะแพงสักแค่ไหน ทำไมถึงยังมีคนซื้ออยู่ แล้วต้องมีเงินเท่าไหร่กันถึงจะซื้อได้

 

ก่อนอื่นมาดูอันดับคอนโดมิเนียมที่แพงที่สุดในประเทศไทย พิจารณาจากราคาขายเฉลี่ยต่อตารางเมตร โดย ดร.โสภณ พร-โชคชัย ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก. เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส มาดูความอลังการของราคากันเลย

 

จากตารางจะเห็นได้ว่าราคาของ 98 Wireless ขึ้นนำมาเป็นอันดับหนึ่ง ด้วยราคาที่พุ่งสูงกว่าโครงการอื่นๆ ค่อนข้างมาก รวมถึงราคาเริ่มต้นก็ยกระดับขึ้นไปถึง 70 ล้านบาท แต่ถึงแม้ราคาจะสูงลิบลิ่ว แต่ก็ยังมีผู้ซื้อ ซึ่งห้องที่แพงที่สุดของ 98 Wireless เป็นห้อง Penthouse (Duplex) พื้นที่ขนาด 948 ตารางเมตร คิดเป็นตารางเมตรละ 685,654 บาท คิดเบ็ดเสร็จห้องนี้ขายในราคา 650 ล้านบาท เป็นห้องชุดที่มีราคาแพงที่สุด

 

นี่คือ 5 อันดับราคาห้องชุดที่แพงที่สุด

 

อันดับ 1 และอันดับ 2 คงหนีไม่พ้น 98 Wireless ตามมาด้วย Banyan Tree Residence Riverside Bangkok, Nimit Langsuan และ The Residences at Mandarin Oriental Bangkok ราคา Penthouse ก็ไม่ต่ำกว่า 200 ล้าน

 


 

98 Wireless

พัฒนาโดยแสนสิริ ทำเลอยู่บนถนนวิทยุ เป็นอาคาร High Rise 25 ชั้น มีทั้งหมด 77 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยตารางเมตรละ 575,576 บาท ราคาเริ่มต้นประมาณ 70-250 ล้านบาท ห้องราคาสูงสุดขายได้อยู่ที่ 650 ล้านบาท ซึ่งห้องที่ขายได้เร็วสุด เป็นเพนท์เฮ้าส์และซูเปอร์เพนท์เฮ้าส์ ที่เรียกว่า The One ซึ่งถือเป็นเพนท์เฮ้าส์ที่แพงที่สุดในประเทศไทย

 

 


 

Khun by Yoo

พัฒนาโดยแสนสิริ ทำเลอยู่ที่ซอยทองหล่อ 12 ถนนสุขุมวิท 55 เป็นอาคาร High Rise สูง 27 ชั้น 148 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยตารางเมตรละ 396,063 บาท ราคาเริ่มต้นประมาณ 15 ล้านบาท มีห้อง Penthouse ราคาประมาณ 163.7 ล้านบาท สำหรับราคาและขนาดห้องมีให้เลือกหลากหลาย แล้วแต่กำลังซื้อของลูกค้า

 

คาแรคเตอร์ของ Khun by Yoo สามารถสะท้อนตัวตนที่แตกต่าง ผ่านสถาปัตยกรรมแบบ Industrial Heritage ให้ความรู้สึกเรียบหรูและสง่างาม จะเห็นได้ชัดว่าดีไซน์ของโครงการนั้นเน้นความแตกต่างจากโครงการอื่นๆ เป็นการดึงไลฟ์สไตล์ย่านทองหล่อให้กลายมาเป็นองค์ประกอบของตัวอาคาร

 

 


 

The Residences at Mandarin Oriental Bangkok

พัฒนาโดย ดิไอคอนสยาม ตั้งอยู่ถนนเจริญนคร เป็นอาคาร High Rise สูง 52 ชั้น 146 ยูนิต ราคาขายเฉลี่ยตารางเมตรละ 392,921 บาท ราคาเริ่มต้นประมาณ 50 ล้านบาท ซึ่งโครงการนี้จะตั้งอยู่ในอาณาจักรของ ICONSIAM อยู่ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาเพียง 45 เมตร แต่ละยูนิตสามารถมองเห็นวิวของแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ที่น่าสนใจ คือ โครงการนี้แต่ละห้องเพดานจะสูงถึง 3.20 เมตร ถือว่าสูงกว่าโครงการอื่นๆ พอสมควร

 

The Residences at Mandarin Oriental Bangkok มีการออกแบบสไตล์ Modern & Contemporary เน้นความหรูหรา มีห้องให้เลืือกทั้งแบบ Fully Fitted และ Fully Furnished 

 

 


 

Four Season Private Residences Bangkok

พัฒนาโดย คันทรี่ กรุ๊ป ทำเลอยู่ถนนเจริญกรุง ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา แนวถนนเจริญกรุงและเจริญนคร ถือเป็นจุดที่ประวัติศาสตร์มาบรรจบกับความทันสมัยได้อย่างพอดี ตัวโครงการเป็นอาคารสูง 73 ชั้น 355 ยูนิต ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 371,580 ตารางเมต ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท อาคารจะเป็นรูปทรงเรขาคณิต จะเป็นห้องพักหัวมุมทั้งอาคาร เพื่อให้ผู้พักอาศัยได้เพลิดเพลินกับทัศนียภาพของแม่น้ำเจ้าพระยา และเส้นขอบฟ้าของกรุงเทพมหานคร

 

ซึ่งบนแปลงที่ดินนี้จะประกอบไปด้วย คอนโดมิเนียม Four Season Private Residences Bangkok, โรงแรมสไตล์รีสอร์ท Four Season Private Residences Bangkok สูง 9 ชั้น 312 ห้อง มีตั้งแต่ 2 ห้องนอนไปจนถึงเพนท์เฮ้าส์ และโรงแรม Capella Bangkok สูง 10 ชั้น ห้องพักแบบสวีท 101 ห้อง

 

 


 

28 Chidlom

พัฒนาโดย เอสซีแอสเสท ตั้งอยู่ทำเลศักยภาพใจกลางชิดลม ย่านที่มีราคาที่ดินต่อตารางวาแพงที่สุดในประเทศ มีทั้งหมด 2 อาคาร คือ The Villa สูง 20 ชั้น 182 ยูนิตและ The Tower สูง 47 ชั้น 243 ยูนิต ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 371,129 บาท ราคาเริ่มต้น 11 ล้านบาท เป็นทำเลที่ไม่ว่าจะอยู่อาศัยหรือลงทุนก็คุ้มค่าแน่นอน เพราะแวดล้อมไปด้วยห้างสรรพสินค้าชื่อดังมากมาย รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกที่พร้อมให้บริการอยู่ในทุกพื้นที่ที่คุณต้องการ

 

 


 

Saladaeng One

พัฒนาโดยเอสซีแอสเสท ตั้งอยู่ที่ซอยศาลาแดง 1 ใกล้กับสวนลุมพินี เป็นอาคาร High Rise สูง 33 ชั้น 187 ยูนิต ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 365,976 บาท ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท สถาปัตยกรรมทั้งภายนอกและภายในออกแบบอย่างปราณีต เรียบหรู ไร้กาลเวลา ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ยังคงคุณค่าและสวยงามอยู่เสมอ มีความละเอียดอ่อนในการออกแบบ แม้แต่กระจกที่ใช้ก็ใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งติดตั้งในองศาที่แตกต่างกันในแต่ละห้อง ทำให้เกิดแสงสีสะท้อนที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลา

 

 


 

Nimit Langsuan

พัฒนาโดย เพซดีเวลลอปเมนท์คอร์ปอเรชั่น ตั้งอยู่ถนนหลังสวน ใกล้กับสวนลุมพินี เป็นอาคาร High Rise สูง 53 ชั้น 187 ยูนิตราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 364,699 บาท ราคาเริ่มต้น 25 ล้านบาท เป็นโครงการที่มี facade เป็นกระจกแบบ 3 มิติหุ้มโครงสร้างอาคารทั้งหลัง ไม่ปิดกั้นวิวพาโนรามา นับว่าเป็นครั้งแรกของโลกที่ออกแบบอาคารสูงด้วยผิวหน้าอาคารแบบกระจกนิรภัย มี Green House ที่ได้รับแรงบันดาลใจมากจากภูมิทัศน์ของสวนลุมพินีด้วย

 

 


 

The Diplomat

พัฒนาโดยเคพีเอ็น บนถนนสุขุมวิท 39 ใกล้กับบีทีเอสพร้อมพงษ์ เป็นอาคาร High Rise สูง 31 ชั้น 156 ยูนิต ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 364,309 บาท ราคาเริ่มต้น 15 ล้านบาท เป็นการตกแต่งภายใต้คอนเซปต์ The Timeless Treasure เพื่อจะสื่อให้เห็นว่าทรัพย์สมบัติชิ้นนี้มีความล้ำค่า เกิดความภาคภูมิใจแก่ผู้ที่ได้ครอบครองและอยากเก็บไว้เป็นสมบัติให้ลูกหลานต่อไป การออกแบบผสมผสานระหว่าง Old World และ New World ด้วยความคลาสสิกสไตล์อิตาลี Paladian Architecture กับความทันสมัยของปัจจุบันเข้าไว้ด้วยกัน

 

 


 

Banyan Tree Residence Riverside Bangkok

พัฒนาโดยเนอวานา ไดอิ ตั้งอยู่บนถนนสมเด็จเจ้าพระยา เป็นอาคาร High Rise สูง 45 ชั้น 133 ยูนิต ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 361,398 บาท ราคาเริ่มต้น 22.9 ล้านบาท โครงการติดกับแม่น้ำเจ้าพระยา ท่ามกลางวิวโค้งน้ำที่สวยงามหาชมยาก การออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นสไตล์มินิมอล ทั้งภายนอกและภายใน เป็นความสวยงามเรียบหรู สะท้อนแนวคิดเพื่อการใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขและเต็มไปด้วยรสนิยมที่ไม่เหมือนใคร

 

 


 

The Bangkok Thonglor

พัฒนาโดย แลนด์แอนด์เฮ้าส์ อยู่ที่ถนนสุขุมวิท 55 เป็นอาคาร High Rise สูง 31 ชั้น 148 ยูนิต ราคาเฉลี่ยตารางเมตรละ 358,825 บาท ราคาเริ่มต้น 30 ล้านบาท การออกแบบได้รับแรงบันดาลใจมาจากอัญมณีอันทรงคุณค่าที่จะมาเติมเต็มถนนสายทองคำแห่งทองหล่อ ทำให้ตัวอาคารเป็นเสมือนกับ คริสตัล ผิวภายนอกทั้งหมดเป็นกระจกเสริมลายหินอ่อนและ Copper เพื่อความหรูหราและทันสมัย หากมองจากภายนอกจะเห็นกระจกดูเปล่งประกายระยิบระยับเหมือนกับคริสตัล

 

 

ดูจากดีไซน์การออกแบบทั้งสถาปัตยกรรมภายนอก และการตกแต่งภายในแล้ว ถือเป็นความคุ้มค่าในการสร้างประสบการณ์การอยู่อาศัย จึงไม่แปลกใจนักหากราคาขายที่เปิดตัวแต่ละโครงการจะพุ่งสูง เพราะที่ดินทำเลคอนโดระดับ Super Luxury นั้น เป็นที่ที่ดีที่สุด ตั้งอยู่บนพื้นที่ที่แพงที่สุด ยิ่ง 98 Wireless ของแสนสิริ ซื้อแปลงที่ดินบนถนนวิทยุมาในราคา  1,234 ล้านบาท เฉลี่ยโดยประมาณ 1.5 ล้านบาทต่อตารางวา นี่แค่ราคาที่ดินยังสูงขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงงบการพัฒนาโครงการ ก็ไม่แปลกหากโครงการจะขายในราคาที่สูงกว่าเจ้าอื่นๆ

 

นอกจากราคาที่ดินจะแพงแล้ว ด้วยความ Super Luxury วัสดุทุกอย่างในการก่อสร้างตั้งแต่ภายนอกไปจนถึงภายในต้องเป็นเกรดพรีเมี่ยมที่ผ่านการคัดสรรมาอย่างดี ทำให้ราคาของคอนโดมิเนียมสูงขึ้นไปอีก แต่เมื่อเทียบกับความคุ้มค่าในองค์ประกอบโดยรวมกับการใช้ชีวิตแล้ว ถือว่าน่าลงทุนเป็นอย่างมาก ยิ่ง 98 Wireless เป็นโครงการที่สร้างเสร็จแล้ว พร้อมเข้าอยู่ได้เลย เป็นการการันตีให้ผู้ซื้อสามารถมั่นใจได้ว่าห้องจะเป็นแบบไหน หน้าตาอย่างไร ฟังก์ชันในห้องมีอะไรได้บ้าง สามารถชมห้องจริง วิวทิวทัศน์จริงๆ ได้ โดยไม่ต้องรอเลย

 

เช่นเดียวกับโครงการ Super Luxury อื่นๆ ที่ทุ่มทุนสร้างตั้งแต่การเลือกวัสดุที่ใช้สร้าง การออกแบบภายนอก มีการร่วมมือกับนักออกแบบชื่อดังระดับโลกหลายโครงการ ซึ่งแต่ละโครงการมีคาแรคเตอร์และเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่แตกต่างกันไป ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ดีในการตัดสินใจกับผู้ซื้อ ไม่ใช่แค่องค์ประกอบที่หล่อหลอมโครงการหนึ่งขึ้นมาให้สำเร็จ แต่บริการหลังการขายเองก็มีส่วนในการพิจารณาการเลือกซื้อเหมือนกัน

 

ฉะนั้นเหตุผลที่เราเลือกซื้อคอนโดมิเนียมราคาแพงๆ ก็เพราะว่า ความคุ้มค่าของโครงการไม่ได้มีแค่โลเคชั่นหรือวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้าง แต่การออกแบบ ดีไซน์ภายในห้อง ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกของผู้ซื้ออย่างมาก ที่ขาดไม่ได้เลย คือ Facilities ของโครงการ ที่ให้กับลูกบ้าน พื้นที่ส่วนกลางต่างๆ รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกรอบๆ โครงการ ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสาธารณะ การเดินทาง ห้างสรรพสินค้า ร้านอาหาร หรือความบันเทิงต่างๆ จะต้องครบครันด้วย

 

จากทั้ง 10 โครงการที่กล่าวมา หากจะอยู่โครงการที่มีราคาเริ่มต้นน้อยที่สุด ผู้ซื้อต้องมีเงินมากกว่า 11 ล้านบาท ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับโลเคชั่นที่ต้องการ รวมถึงงบประมาณที่สามารถซื้อได้จริงด้วย แต่หากจะซื้อคอนโดมิเนียมที่แพงที่สุด ราคาเริ่มต้นที่ 70 ล้านบาท ราคาสูงสุดอยู่ที่ 650 ล้านบาท ซึ่งราคาเหล่านี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ หากยังคงลังเลหรือไม่มั่นใจ อาจจะได้ราคาที่แพงขึ้นกว่าเดิมก็เป็นได้ ดังนั้นการมีเงินมากกว่าราคาเริ่มต้นถือว่าสำคัญอย่างมาก เพราะนอกจากจะเลือกได้มากกว่าแล้ว ยังปลอดภัยในด้านการเงินอีกด้วย

 

คอนโดมิเนียมมีโลเคชั่นที่แตกต่างกัน เอกลักษณ์ สถาปัตยกรรม การดีไซน์ การออกแบบ สิ่งอำนวยความสะดวก รายละเอียด ความสวยงามและความประณีตก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการตัวเลือกแบบไหนมาตอบรับไลฟ์สไตล์ของเรา เลือกในสิ่งที่คุณชอบ เลือกในสิ่งที่สะท้อนตัวตนคุณ เพราะทุกโครงการจะสร้างประสบการณ์ระดับ Super Luxury ให้กับชีวิตของคุณ 

 

 

อ้างอิง : www.area.co.th

 

 



 

ความคิดเห็น