ซื้อแอร์อย่างไรให้เหมาะกับห้อง…ระบบเครื่องปรับอากาศที่หลายคนยังไม่รู้จัก

เชื่อว่าตอนนี้หลายคนคงจะต้องร้อนจนรู้สึกว่าเหมือนกำลังโดนไฟเผาเหมือนกันแน่ ๆ แม้จะไม่ได้อยู่ในฤดูร้อนก็ตาม เรียกได้ว่าในประเทศไทยเรามีแต่ฤดูร้อน ร้อนมาก จนถึงร้อนที่สุด อย่างเมื่อในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา กรมอุตุได้เผยว่าทั่วประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส ทุกจังหวัด และคาดว่าฤดูร้อนถัดไปน่าจะมีอุณหภูมิที่สูงขึ้นแน่ๆ หลายคนจึงเริ่มมองหาตัวช่วยคลายความร้อนด้วยการติดแอร์ ซึ่งเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยคลายความร้อนได้ดีเยี่ยม วันนี้เราจะมาพูดถึงเรื่องแอร์กันดีกว่า ร้อน ๆ แบบนี้ เราจะไปดูกันว่าแอร์มันมีแบบไหนบ้างมีระบบต่างกันอย่างไร เผื่อมีใครที่กำลังจะไปซื้อแอร์ ง จะได้เลือกถูกก่อนไปซื้อค่ะ

 

อันดับแรกมารู้จักระบบปรับอากาศกันดีกว่าค่ะ…ระบบปรับอากาศจะมีอยู่ 3 แบบ คือ

1.ระบบปรับอากาศแบบติดหน้าต่าง (Window Type) โดยระบบนี้จะไม่ค่อยเห็นคนใช้กัน เพราะการติดตั้งต้องเตรียมระบบผนังไว้ให้รับน้ำหนักได้อย่างดีและพอติดตั้งแล้วจะได้มุมมองที่ไม่น่าดูชมสักเท่าไหร่

 

2.ระบบปรับอากาศแบบเครื่องทำน้ำเย็น (Water Chiller) ระบบนี้จะนิยมใช้สำหรับที่ที่มีพื้นที่ใหญ่ ๆ กว้าง ๆ อย่างเช่น ห้างสรรพสินค้า และอาคารสำนักงานใหญ่ ๆ

 

3.ระบบปรับอากาศแบบแยกส่วน (Split Type) ระบบสุดท้ายจะเป็นแบบที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเป็นระบบที่แยกตัวระบายความร้อน (Condensing Unit) และส่วนเป่าลมเย็น (Fan Coil Unit) ออกจากกัน โดยระบบนี้จะมีข้อดีคือ เน้นการใช้งานพื้นที่ที่มีขนาดเล็กหลาย ๆ พื้นที่ สามารถเปิดและปิดแยกส่วนกัน พื้นที่ไหนไม่ได้ใช้ก็ไม่ต้องเปิด จะเหมาะสำหรับบ้านและคอนโด เวลาติดตั้งเสร็จแล้วจะมีความสวยงามกว่าแบบอื่น ๆ และการทำงานจะเงียบกว่าเพราะเอาเครื่องระบายความร้อนแยกไปวางไว้ข้างนอก  ข้อควรระวังก็คือเรื่องระยะห่างระหว่างตัวระบายความร้อน กับส่วนเป่าลมเย็น เพราะต้องมีการเดินท่อน้ำยาและท่อน้ำทิ้งเพิ่ม ถ้าหากพื้นที่มีความซับซ้อนมากก็จะเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินท่อเพิ่มเติม (ปกติซื้อแอร์ 1 เครื่อง จะแถมท่อให้ประมาณ 4 เมตร)


 

ต่อมาเราจะมาดูระบบแอร์กันนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วระบบแอร์นั้นจะมีอยู่หลายแบบด้วยกัน แต่วันนี้ คบคิดขอพูดถึงแบบที่เป็นที่นิยมใช้กันส่วนใหญ่นะคะ

-ระบบแอร์แบบตั้ง/แขวน (Ceiling / Floor  Type)

แอร์แบบนี้จะเป็นแบบที่ไม่ค่อยนิยมใช้กันแล้วเพราะเปลืองพื้นที่ของห้องมากกว่าแบบอื่น และดูไม่สวยงามสักเท่าไหร่ แต่ก็ยังพอมีเห็นกันอยู่บ้าง ส่วนใหญ่ก็จะเป็นบ้านหรือห้องพักที่มีอายุหลายสิบปีแล้ว แอร์แบบนี้จะมีส่วนเป่าลมเย็นตั้งอยู่บนพื้นห้อง หรือแขวนห้อยลงมาจากเพดาน

 

-ระบบแอร์แบบติดผนัง (Wall Type)

แอร์แบบนี้จะเป็นแบบที่นิยมใช้กันมากที่สุด เพราะเมื่อติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้วจะดูสวยงาม แถมได้พื้นที่ใช้งานเพิ่มขึ้นอีกด้วย เพราะส่วนเป่าลมเย็นจะไม่วางเกะกะขวางทาง ซึ่งในปัจจุบันตามท้องตลาดมีรุ่นและรูปแบบให้เลือกอย่างหลากหลาย

 

-ระบบแอร์แบบฝังเพดาน (Ceiling Cassette Type)

แอร์แบบนี้ส่วนเป่าลมเย็นจะถูกฝังอยู่ในฝ้าเพดาน แบบนี้จะมีความสวยงามกว่าแบบติดผนัง เพราะตัวเครื่องจะไม่ปูด ๆ นูน ๆ ออกมาให้เห็น เราจะเห็นเพียงแค่หน้ากากแอร์เท่านั้น และแอร์แบบนี้ยังมีข้อเสียอยู่คือการติดตั้งมีความยุ่งยากมากขึ้น เพราะต้องฝังตัวเครื่องลงในฝ้าเพดาน

 

-ระบบแอร์แบบซ่อนในฝ้า (Ceiling Concealed Type)

แอร์แบบนี้จะเป็นแบบที่ต้องการเห็นตัวแอร์น้อยที่สุด หรือมีความกลมกลืนไปกับตัวห้องมากที่สุด ส่วนใหญ่ระบบนี้จะติดตั้งในห้องที่เน้นเรื่องการตกแต่งภายในที่สวยงามโดยส่วนเป่าลมเย็นจะเป็นตัวเครื่องเปลือย ๆ แล้วติดตั้งอยู่ในฝ้า เราจะเห็นเพียงตะแกรงลมเท่านั้น แต่แบบนี้ก็มีข้อเสียเหมือนกันนะ คือการบำรุงรักษาจะยุ่งยากกว่าแบบอื่นมาก

 


 

นอกจากนี้ยังต้องคำนึงถึงขนาดที่เหมาะสมของ BTU ต่อพื้นที่ห้องด้วยนะคะ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากของการใช้งานในระยะยาว เพราะถ้าเลือกได้ไม่เหมาะสมจะทำให้เปลืองค่าไฟเพิ่มมากขึ้น ถ้าหาก BTU สูงเกินความจำเป็น คอมเพรสเซอร์จะตัดบ่อย และสิ้นเปลืองงบประมาณ หรือถ้าหากต่ำเกินไปคอมเพรสเซอร์ก็จะทำงานหนักตลอดเวลา อายุการใช้งานก็จะลดลง เราไปดูกันเลยว่าห้องเราเหมาะกับ BTU เท่าไหร่

หวังว่าใครที่จะซื้อแอร์มาติด คงตัดสินใจเลือกได้ง่ายขึ้นนะคะ และเมื่อได้เปิดแอร์จนเย็นชุ่มฉ่ำกันหนำใจแล้ว ก็อย่าลืมปิดแอร์เวลาที่ไม่ใช้ด้วยนะคะ ไม่งั้นอาจจะเป็นค่าไฟที่สูงขึ้นแทนอากาศนะคะ

 



 

ความคิดเห็น