• 19/03/12

    งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 26 ปิดฉากสวยงาม ยอดจองกว่า 3,000 ล้านบาท

    3 สมาคมใหญ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผนึกกำลังกับกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ จัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 26 ดึง “โครงการบ้านหลังแรกเพื่อประชาชนโดยรัฐบาล” เข้าร่วม เมื่อวันที่ 15 - 18 มีนาคม 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ จบงาน 4 วัน สุดคึกคักและสำเร็จตามคาด ทั้งยอดคนเดินชมงาน และยอดขายเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ บ่งชี้ตลาดอสังหาริมทรัพย์ยังโตต่อเนื่อง

    3 สมาคมใหญ่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย จับมือกับกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ จัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 26 เมื่อวันที่ 15 - 18 มีนาคม 2555 ด้วยคอนเซ็ปต์ “ครบที่สุด ทุกที่ ทุกทำเล ทุกราคา” ที่ได้รวบรวมโครงการคุณภาพจากผู้ประกอบการภาคเอกชนกว่า 200 บริษัท หรือกว่า 600 โครงการ เต็มพื้นที่ 11,000 ตารางเมตรของศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความพิเศษในการจัดงานครั้งนี้ ภาครัฐโดยกระทรวงการคลังได้มองเห็นถึงศักยภาพของงานมหกรรมบ้านและคอนโด และมีความเชื่อมั่นใน 3 สมาคมใหญ่ ในการพัฒนาและยกระดับการจัดงานให้ดียิ่งขึ้นทุกปี กระทรวงการคลัง จึงได้ร่วมกับกรมสรรพากร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ในการนำ “โครงการบ้านหลังแรกเพื่อประชาชนโดยรัฐบาล” มาร่วมประชาสัมพันธ์และบริการให้กับผู้มาร่วมงาน โดยมีบูธของกรมสรรพากรที่จะมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับมาตรการยกเว้นภาษี 10% ขณะที่ ธอส. ให้บริการให้ความรู้และปล่อยสินเชื่อในโครงการดังกล่าวแก่ผู้เข้าร่วมงาน

    ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ ประธานจัดงานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 26 กล่าวว่า การจัดงานในครั้งนี้ ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี บรรยากาศคึกคัก จากที่เราคาดการณ์ไว้ ก็เป็นไปตามเป้าทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นยอดผู้สนใจและชมงานที่มีมากกว่า 1 แสนคน โดยมียอดขายที่อยู่อาศัยทุกประเภทภายในงานรวมทั้งสิ้น ประมาณกว่า 3,000 ล้านบาทเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยไม่นับยอดขายหลังงานอีกกว่าเท่าตัว และยอดการขอสินเชื่อที่อยู่อาศัยภายในงาน จากการสำรวจจากสถาบันการเงินต่างๆ มียอดการขอสินเชื่อรวมมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่าประชาชนยังมีความต้องการที่อยู่อาศัยจำนวนมาก

    ผศ.ดร.เกษรา กล่าวเสริมว่า สำหรับความสำเร็จในการจัดงานในครั้งนี้ นอกจากแคมเปญส่งเสริมการขายที่ทางผู้จัดงานเตรียมไว้ให้แก่ผู้เข้าชมงาน รวมถึงแคมเปญส่งเสริมการขายภายในงานจากเหล่าผู้ประกอบที่ต่างงัดกันมาดึงดูดความสนใจจากลูกค้าแล้วนั้น อีกส่วนหนึ่งมาจากความพิเศษของการจัดงานในครั้งนี้ เพราะเป็นครั้งแรกที่ภาครัฐและเอกชนได้ร่วมมือกันในเชิงรูปธรรม ด้วยการนำโครงการบ้านหลังแรกเพื่อประชาชนโดยรัฐบาล เข้ามาร่วมประชาสัมพันธ์และเปิดจอง เป็นการสร้างทางเลือกให้แก่ผู้บริโภคที่มาเดินร่วมงาน ทำให้เพิ่มความคึกคักมากยิ่งขึ้น

    จากข้อมูลการลงทะเบียนผู้เข้าชมงาน ทำให้ทราบข้อมูลเชิงลึก ดังนี้ ผู้เข้าชมงานกว่า 34.19% เป็นผู้ที่เคยมาเข้าชมงานในครั้งก่อน และอีกประมาณ 65.81% เป็นผู้เข้าชมงานมหกรรมฯ เป็นครั้งแรก อาชีพของผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ 57.01 % มีอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน รองลงมาอาชีพเจ้าของกิจการ 8.68% ที่เหลือมีอาชีพรับราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ค้าขาย (วิชาชีพอิสระ เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก)

    ในด้านรายได้ของครอบครัวต่อเดือน พบว่า ส่วนใหญ่ 26.5% มีรายได้อยู่ระหว่าง 3 หมื่น - 5 หมื่นบาท และอีก 27.63% มีรายได้ไม่เกิน 3 หมื่นบาท รวมประมาณ 20.54% นอกจากนี้ ผู้เข้าชมงานส่วนใหญ่ คือ 59.56% มีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยในเขตกรุงเทพมหานคร รองลงมา คือ นนทบุรี ประมาณ 10.37% หากรวมกรุงเทพฯ และ 5 จังหวัดปริมณฑลจะมีประมาณ 84.30% ลักษณะที่อยู่อาศัยในปัจจุบันของผู้เข้าชมงาน ส่วนใหญ่ 33.27% เป็นบ้านเดี่ยว 33.49% เป็นหอพัก / แฟลต / อพาร์ทเม้นท์ 20.93% เป็นทาวน์เฮ้าส์ 16.89% เป็นคอนโดมิเนียม 13.7%

    ด้านผลสำรวจความต้องการที่อยู่อาศัยของผู้ลงทะเบียนเข้าชมงาน จะเห็นได้ว่ากลุ่มผู้บริโภคมีความต้องซื้อที่อยู่อาศัย ประเภทบ้านเดี่ยว 39.59% คอนโดมิเนียม 33.49% ทาวน์เฮ้าส์ 17.98% ด้านงบประมาณในการซื้อที่อยู่อาศัยแต่ละประเภทเรียงลำดับ ตามความต้องการ คือ ความต้องการที่อยู่อาศัย ระดับราคา 1-2 ล้านบาท 44.47% ราคา 2-3 ล้านบาท 21.88% ต่ำกว่า 1 ล้านบาท 14.65% ราคา 3-4 ล้านบาท 10.25% และ 4-6 ล้านบาท 6.05%

    สำหรับยอดจองในงาน จะเห็นได้ว่า มีผู้สนใจจองมากกว่า 40.97% เป็นคอนโดมิเนียม 29.07% เป็นทาวน์เฮ้าส์ 20.27% เป็นบ้านเดี่ยว และ 6.17% เป็นทาวน์โฮม จากตัวเลขนี้สามารถบ่งชี้ได้ว่า คอนโดมิเนียมกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง รองลงมาเป็นทาวน์เฮ้าส์และบ้านเดี่ยว ตามลำดับ

    สำหรับงานมหกรรมบ้านและคอนโดครั้งต่อไป ครั้งที่ 27 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11 – 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์

    ที่มา propertychannelnews
    วันที่ 19 มีนาคม 2555

  • 13/03/12

    จำนวนโครงการอสังหาเปิดใหม่ เดือนกุมภาพันธ์ 2555

    ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลวิจัยและประเมินค่าอสังหาริมทรัพย์ไทย บจก.เอเจนซี่ ฟอร์ เรียลเอสเตท แอฟแฟร์ส

    ในเดือนกุมภาพันธ์ ภาพรวมของอสังหาริมทรัพย์ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล มีการเปิดตัวกันค่อนข้างคึกคัก ซึ่งอาจเนื่องมาจากโครงการเหล่านี้ได้มีการเลื่อนการเปิดตัวมาตั้งแต่หลังน้ำท่วมแล้ว และมาเปิดตัวในเดือนนี้กัน จึงทำให้มีโครงการเปิดขายใหม่มากเป็นพิเศษ ซึ่งในเดือนนี้มีจำนวนโครงการเปิดขายใหม่ทั้งหมด 36 โครงการ เพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมา 17 โครงการ ลักษณะการพัฒนาเป็นการพัฒนาในกลุ่มที่อยู่อาศัยจำนวน 33 โครงการ ซึ่งประเภทที่อยู่อาศัย และอีก 3 โครงการเป็นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ ซึ่งได้แก่ โฮมออฟฟิศ และพลาซ่า ในเดือนนี้มีจำนวนหน่วยขายรวม 14,894 หน่วย และมีมูลค่าการพัฒนาโครงการรวม 39,854 ล้านบาท

    จำนวนหน่วยเปิดขายใหม่มากที่สุดในเดือนนี้ คือ อาคารชุดมีจำนวนหน่วยขายเปิดขาย 12,693 หน่วย (77%) รองลงมาคือ อสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่นๆ 1,169 หน่วย (8%) ส่วนอันดับ 3 คือ ทาวน์เฮ้าส์ 569 หน่วย (4%) ของจำนวนหน่วยขายที่เปิดขายใหม่ทั้งหมด ซึ่งเมื่อเทียบจำนวนหน่วยขายกับเดือนที่ผ่านมา จะพบว่าจำนวนหน่วยขายของที่อยู่อาศัยหลัก คือบ้านเดี่ยว ทาวน์เฮ้าส์ และอาคารชุด มีเพียงอาคารชุดเท่านั้นที่มีจำนวนหน่วยขายเข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น โดยอาคารชุดมีจำนวนเพิ่มขึ้น 9,040 หน่วย (247%) ส่วนทาวน์เฮ้าส์ลดลง 195 หน่วย (-26%) และบ้านเดี่ยวลดลง 291 หน่วย (-39%) ซึ่งทำเลที่มีการเปิดขายใหม่ส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในบริเวณพื้นที่กรุงเทพชั้นใน และชั้นกลางเป็นสำคัญ แต่ในบริเวณที่น้ำท่วมถึงก็ยังมีโครงการเปิดใหม่อีกจำนวน 4 โครงการ

    เมื่อพิจารณาอัตราการขายได้ จะพบว่าในเดือนแรกของการเปิดขายมีอัตราการขายได้เฉลี่ยที่ 42% ซึ่งเพิ่มขึ้นจากเดือนที่ผ่านมาที่มีอัตราการขายได้ที่ 16% ต่อเดือน โดยประเภทอสังหาริมทรัพย์ที่ขายดีอันดับ 1 คือ อาคารชุดระดับราคา 10.001-20.000 ล้านบาท มีจำนวน 181 หน่วย ขายได้แล้ว 141 หน่วย (78%) รองลงคือ อาคารชุดระดับราคา 2.001-3.000 ล้านบาท จำนวน 1,839 หน่วย ขายได้แล้ว 1,339 หน่วย (73%) และอันดับ 3 คืออาคารชุดระดับราคา 5.01-10.000 ล้านบาท จำนวน 657 หน่วย ขายได้แล้ว 418 หน่วย (64%)

  • 08/03/12

    ช่วงงานมหกรรมบ้านและคอนโด วันที่15-18 มีนาคมนี้ เดอะนิช ไอดี ลาดพร้าว130 จัดโปรโมชั่นพิเศษ ไม่ต้องผ่อนดาวน์ พร้อมดอกเบี้ย 0% นาน1ปี

    วันที่ 15-18 มีนาคมนี้ ในงานมหกรรมบ้านและคอนโด ณ.ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิต์ เดอะนิช ไอดี ลาดพร้าว130 จัดโปรโมชั่นพิเศษ ไม่ต้องผ่อนดาวน์ พร้อมดอกเบี้ย 0% นาน1ปี สอบถามโทร 1775 กด 22 หรือ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

  • 06/03/12

    วันที่ 18 มี.ค. นี้ แชปเตอร์วัน คอนโดตกแต่งครบ ริมน้ำ เปิดให้จองโซน Vacation

    วันที่ 18 มี.ค. นี้ แชปเตอร์วัน คอนโดตกแต่งครบ ริมน้ำ ราคาเริ่มต้น 1.59 ล้าน เปิดโซน Vacation ฟรี เฟอร์+ ครัว+ แอร์+ iPhone 4S สอบถามโทร 1739 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

  • 03/03/12

    ภาพรวมคอนโดมิเนียมย่านถนนเพชรบุรีตัดใหม่

    นายสัมมา คีตสิน ผู้อำนวยการศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ เปิดเผยผลสำรวจตลาดอาคารชุดคอนโดมิเนียมบนถนนเพชรบุรีตัดใหม่ตั้งแต่แยกมิตรสัมพันธ์ไปถึงแยกเอกมัย ในรัศมีประมาณ 300 เมตร จากแนวถนนเพชรบุรีพบว่า มีโครงการคอนโดฯเปิดตัวใหม่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมารวมทั้งสิ้น 10 โครงการ ประมาณ5,300 หน่วย เป็นหน่วยที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ 2 โครงการ รวมประมาณ 1,300 หน่วย หน่วยที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 4 โครงการ รวมประมาณ1,900 หน่วย และที่เหลืออีก 4 โครงการ จำนวนประมาณ 2,100 หน่วย ยังไม่เริ่มก่อสร้าง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จทุกโครงการภายในปี 2558

    โดยโครงการจากผู้ประกอบการที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีทั้งสิ้น 3 โครงการ มีจำนวนห้องชุดคิดเป็นร้อยละ 36 ของหน่วยทั้งหมดในตลาด ในขณะที่โครงการจากผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์มีถึง 7 โครงการ จำนวนห้องชุดรวมกันคิดเป็นร้อยละ64 ของหน่วยทั้งหมด โดยมีหลายระดับราคา เริ่มต้นโดยผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดฯ เปิดขายด้วยราคาต่อตารางเมตร (ตร.ม.) เพียงประมาณ 53,000 บาท ส่วนโครงการอื่นมีราคาต่อตร.ม.ประมาณ 80,000 บาท ในย่านเอกมัยไปจนถึงระดับราคาประมาณ 130,000 บาทต่อตร.ม.ที่แยกมิตรสัมพันธ์ซึ่งเป็นโครงการระดับไฮเอนด์ในย่านนี้ ราคาเฉลี่ยของห้องชุดตลอดแนวอยู่ที่ประมาณ 95,000 บาทต่อตร.ม.โดยโครงการจากผู้ประกอบการในตลาดหลักทรัพย์มีราคาเฉลี่ยประมาณ 82,000 บาทต่อตร.ม. ในขณะที่ราคาเฉลี่ยของโครงการจากผู้ประกอบการนอกตลาดหลักทรัพย์อยู่ที่ประมาณ 100,000 บาทต่อตร.ม.

    จากจำนวนหน่วยในผังโครงการทั้งหมดนี้มียอดจองหรือขายแล้วประมาณ 4,200 หน่วยคิดเป็นประมาณร้อยละ 80 ของหน่วยในผังทั้งหมด โดยมีอัตราการจองและขายตั้งแต่ 7 หน่วยต่อโครงการต่อเดือน ไปจนถึงเกือบ 200 หน่วยต่อโครงการต่อเดือน เนื่องจากหลายโครงการมีการจองหรือซื้อเพื่อเก็งกำไร ประกอบกับกลุ่มลูกค้าหันมาซื้อคอนโดฯย่านกลางเมืองเพื่อเป็นบ้านหลังที่สองเพิ่มขึ้น หลังเกิดเหตุน้ำท่วมใหญ่

    ราคาประเมินที่ดินของทางราชการบริเวณถนนเพชรบุรีตัดใหม่อยู่ที่ 100,000-220,000 บาทต่อตารางวา ในขณะที่ราคาซื้อขายจริงอยู่ที่ประมาณ 250,000-370,000 บาทต่อตารางวา (ติดถนนใหญ่)

    โดยภาพรวมพื้นที่บนถนนเพชรบุรีตัดใหม่น่าจะมีศักยภาพเพิ่มขึ้นในอนาคต เนื่องจากราคาห้องชุดยังไม่สูงมาก ซึ่งกลุ่มลูกค้าที่ต้องการคอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองแต่กำลังซื้อไม่เพียงพอก็หันมาให้ความสนใจทำเลนี้สังเกตได้จากเกือบทุกโครงการในย่านนี้มียอดขายเฉลี่ยกว่าร้อยละ 70-80 และมีบางโครงการที่ปิดการขายไปเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับในอนาคตบริษัทรายใหญ่มีแผนจะทำโครงการมิกซ์ยูส คือ มีทั้งที่อยู่อาศัย อาคารสำนักงานชอปปิ้งเซ็นเตอร์ และโรงแรม ซึ่งจะส่งผลให้ทำเลนี้คึกคักมากยิ่งขึ้น"

    ที่มา ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์

  • 01/03/12

    แนวโน้มตลาดที่อยู่อาศัยปี55 คนนิยมคอนโด

    แนวโน้มหลักการพัฒนาที่อยู่อาศัยในปี55 อาคารสูงจะเกิดมากขึ้น สังเกตได้จาก 2 ปีที่ผ่านมาคอนโดมิเนียมมีสัดส่วนเกินกว่า 50% โดยเฉพาะก่อนประกาศผังเมืองใหม่ โซนที่น้ำท่วมและน้ำไม่ท่วมหากในปีนี้เกิดอุทกภัยซ้ำอีก จะส่งผลให้มีการเปลี่ยนแปลงในด้านของทำเล คาดในอีก5-10ข้างหน้าจะมี ศูนย์กลางเมืองแห่งใหม่ รวมไปถึงส่วนต่อขยายในเขตปริมณฑลและหัวเมืองต่างจังหวัดและเมืองค้าชายแดน สังเกตได้จากปี 54 เริ่มมีผู้ประกอบการจำนวนมากเริ่มเปิดตัวโครงการตามต่างจึงหวัดมากขึ้น อาทิ ภูเก็ต ชลบุรี หาดใหญ่ หนองคาย ขอนแก่น โดยผู้ซื้ออสังหาฯจะมีทั้งคนไทยและชาวต่างชาติเพิ่มมากขึ้น โดยจะเป็นการซื้อแบบต่างถิ่น รวมไปถึงแรงงานที่กำลังขาดแคลนจะมีการนำเข้าแรงงานจากต่างถิ่นหรือจากแหล่งอื่นๆมากขึ้น ทั้งนี้ในปี 2555 อสังหาฯจะเติบโตมากแค่ไหนขึ้นอยู่กับการปล่อยสินเชื่อของธนาคาร อัตราดอกเบี้ยสูงหรือต่ำไม่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากนัก

    “ แนวโน้มที่อยู่อาศัยในอนาคต จะมีสัดส่วนที่อยู่อาศัยมือสองเพิ่มมากขึ้น ขนาดของบ้านเล็กลงแต่หนึ่งครอบครัวจะมีบ้านหลายหลังเพิ่มมากขึ้น มีนวัตกรรมที่เกี่ยวกับการป้องกันอุทกภัยเพิ่มมากขึ้น อาทิ บ้านลอยน้ำคล้ายบ้านเรือนแพ บ้านที่รองรับแรงสั่นสะเทือนสูงได้ ”

    สำหรับทิศทางอสังหาฯปี 2555 การเปิดโครงการใหม่คาดว่าแนวราบจะอยู่ที่ 40,000 หน่วยใกล้เคียงปี 54 ประเภทอาคารชุดเปิดใหม่ปีละประมาณ 50,000-60,000 หน่วยเพิ่มจากปี 54 เล็กน้อย ทั้งนี้ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมามีโครงการบ้านจัดสรรเปิดใหม่ประมาณ 14 โครงการ 2,000 หน่วย แบ่งเป็นบ้านเดี่ยว 1,000 หน่วย หรือร้อยละ 50 ทาวน์เฮาส์ 700 หน่วยหรือร้อยละ35 บ้านแฝด 200 หน่วยร้อยละ10 อาคารพาณิชย์/โฮมออฟฟิศ 100 หน่วย ร้อยละ5 ประเภทอาคารชุดเปิดตัว 25 โครงการรวม 13,600 หน่วยโดย 63% เป็นบริษัทในตลาดหุ้นและมากกว่า59% เป็นแบบ1ห้องนอน

    ที่มา ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์

  • 29/02/12

    Gateway Ekamai "เกตเวย์เอกมัย" เตรียมเปิดให้ชาวเอกมัยได้ใช้ในเดือนพฤษภาคมปีนี้

    โครงการเกตเวย์ เอกมัย เตรียมเปิดโครงการเดือนพฤษภาคมปีนี้ ภายใต้แนวคิด"เจแปนนิส ไลฟ์สไตล์ มอลล์" พัฒนาโครงการโดย กลุ่มบริษัท ทีซีซี แลนด์ ตัวโครงการเป็นศูนย์การค้าครบวงจร ออกแบบเป็นอาคาร 8 ชั้น บนเนื้อที่ 9 ไร่ มีพื้นที่รวม 93,000 ตร.ม. งบลงทุนโครงการ 2,000 ล้านบาท

  • 27/02/12

    วันนี้ - 14 มี.ค.55 คอนโด SYM. วิภา-ลาดพร้าว จัดโปรโมชั่นพิเศษ ชวนดูหนังฟรี 3 ปี

    วันนี้ - 14 มี.ค.55 คอนโด SYM. วิภา-ลาดพร้าว ติดห้าแยกลาดพร้าว ราคาเริ่มต้น 2.5 ล้าน จัดโปรโมชั่นพิเศษ ชวนดูหนังฟรี 3 ปี สอบถามโทร 02 618 8999 รายละเอียดเพิ่มเติม คลิกที่นี่

  • 24/02/12

    โซนตลาดเช่าคอนโดของชาวต่างชาติในเขตกรุงเทพชั้นใน

    จากข้อมูลผลสำรวจของ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด ระบุว่า ปัจจุบันตลาดซื้อ-ขาย-เช่าอสังหาริมทรัพย์ไทยในส่วนของกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติ เริ่มมีพัฒนาการสูงขึ้นกว่าในอดีต โดยในโซนหลักๆที่ชาวต่างชาติเลือกเช่า อยูในโซนดังนี้

    ตลาดผู้เช่ากลุ่มยุโรปและอเมริกัน ยังเลือกโซนราชดำริเพลินจิต และแนวรถไฟฟ้าย่านสุขุมวิทตอนต้น ส่วนใหญ่จะเลือกเช่าคอนโดมิเนียมที่ตั้งอยู่ตามแนวรถไฟฟ้าสุขุมวิทเป็นหลัก แต่จะกระจายไปยังย่านราชดำริ เพลินจิต หลังสวน สุขุมวิทตอนต้น และมีแนวโน้มที่จะกระจายไปยังย่านสุขุมวิทตอนปลาย ส่วนใหญ่จะอยู่กันแบบกระจายไม่เป็นชุมชนเหมือนชาวเอเชีย และยังมองเรื่องทำเลและราคาเป็นปัจจัยหลัก

    ชาวญี่ปุ่นเลือกที่จะอยู่ในย่านสุขุมวิทตอนกลางระหว่างอโศกถึงเอกมัยโดยคอนโดมิเนียมย่านสุขุมวิท 24, 31, 39,49, 55 (ซอยทองหล่อ) ยังได้รับความนิยมมากเป็นอันดับ 1 รองลงมาคือทำเลโซนสุขุมวิท 23, 26, 53, 60 และซอยเอกมัยเหตุผลสำคัญเนื่องมาจากผู้เช่าชาวญี่ปุ่นมักอาศัยอยู่รวมกันแบบชุมชน เพราะรู้สึกอุ่นใจเรื่องความปลอดภัย และในย่านดังกล่าวยังตอบโจทย์กลุ่มแม่บ้านชาวญี่ปุ่นด้วยแหล่งช็อปปิ้งชั้นนำ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านอาหารโรงพยาบาล และที่สำคัญสะดวกเรื่องระบบคมนาคมที่ทันสมัย

    ส่วนชาวเกาหลีจะนิยมอาศัยอยู่บริเวณย่านพระราม 3 หรือถนนรัชดาภิเษกและมักจะเลือกเช่าที่พักอาศัยในทำเลที่มีคนชาติเดียวกันเช่าอยู่เดิม เพื่อสร้างความเป็นชุมชนและเกิดความอบอุ่นใจ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ราคาหรืออัตราค่าเช่าถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณาเช่าที่อยู่อาศัย ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ถือเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการลงทุนเพื่อให้เข้าใจและใช้เป็นแนวทางในการเดินตกแต่งและเลือกใช้บริษัทตัวแทนที่มีฐานข้อมูลผู้เช่าหรือผู้ซื้อที่ตอบโจทย์ได้อย่างลงตัวที่สุด